หลักการสังเกต คำไทย เขมร ชวา สมาส สนธิ

(1/2) > >>

dbjkm007:
 :on17 :on17 :on17

ถ้าชอบก็กด"Like"ถ้าใช่ก็กด"Love"

avatar:
คำสนธิ



  สนธิ เป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงตามหลักภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อเสียงสองเสียงอยู่ใกล้กัน จะมีการกลมกลืนเป็นเสียงเดียวกันโดยมีการเปลี่ยนแปลงพยัญชนะสระและนิคหิตที่มาเชื่อมเพื่อการกลมกลืนเสียงให้เป็นธรรมชาติของการออกเสียง และทำให้คำเหล่านั้นมีเสียงสั้นเข้า เช่น
                              สุข + อภิบาล  เป็น  สุขาภิบาล
                              ภูมิ + อินทร์   เป็น  ภูมินทร์
                     สนธิ มี 3 ลักษณะ คือ
                            1. สระสนธิ
                            2. พยัญชนะสนธิ
                            3. สระสนธิ
             1. สระสนธิ เป็นการนำคำที่ลงท้ายสระไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระ เพื่อให้เสียงสระ 2 เสียงได้กลมกลืนเป็นเสียงสระเดียวกัน สระที่เป็นคำท้ายของคำหน้าจะได้แก่ สระอะ อา อิ อี อุ อู เป็นส่วนใหญ่ เช่น
                1. สระอะ อา ถ้าสนธิกับสระอะ อา ด้วยกัน จะรวมเป็นสระอะ อา เช่น
                        เทศ + อภิบาล        เป็น         เทศาภิบาล
                        กาญจน + อาภรณ์   เป็น         กาญจนาภรณ์
                    ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอะ อาของพยางค์ที่มีตัวสะกด จะรวมเป็นสระอะที่มีตัวสะกด เช่น
                        มหา + อรรณพ        เป็น         มหรรณพ
                        มหา + อัศจรรย์        เป็น         มหัศจรรย์
                   ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอิ อี จะรวมเป็นสระอิ อี หรือเอ เช่น
                        นร + อินทร์           เป็น         นรินทร์ หรือ นเรนทร์
                        มหา + อิสิ             เป็น         มหิสิ หรือ มเหสี
                        มหา + อิทธิ           เป็น         มหิทธิ
                   ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอุ อู จะรวมเป็นสระอุ อู หรือโอ เช่น
                        มัคค + อุเทศก์        เป็น         มัคคุเทศก์
                        ราช + อุปถัมภ์         เป็น         ราชูปถัมภ์
                        นย + อุบาย              เป็น         นโยบาย
                   ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระเอ ไอ โอ เอา จะรวมเป็นเอ ไอ โอ เอา เช่น
                        ชน + เอก                เป็น         ชเนก
                        มหา + โอฬาร          เป็น         มโหฬาร
                        โภค + ไอศวรรย์       เป็น         โภไคศวรรย์
                 2. สระอิ อี สนธิกับสระอิ จะรวมเป็นสระอิ เช่น
                         ภูมิ + อินทร์         เป็น         ภูมินทร์
                         มุนิ + อินทร์         เป็น         มุนินทร์
                         โกสี + อินทร์        เป็น         โกสินทร์
                      แต่ถ้าสระอิ อี สนธิกับสระอื่น เช่น อะ อา อุ โอ มีวิธีการ 2 อย่าง คือ
                      ก. แปลงรูปอิ อี เป็น ย ก่อน แล้วจึงนำไปสนธิตามแบบ อะ อา แต่ถ้าคำนั้นมีตัวสะกด ตัวตาม ต้องตัดตัวตามออกเสียก่อน เช่น
                            รัตติ             เป็น         รัตย  ไม่ใช่   รัตติย
                            อัคคี             เป็น         อัคย  ไม่ใช่   อัคคย
                            แล้วจึงนำมาสนธิ ดังนี้
                            มติ + อธิบาย        เป็น     มัตย + อธิบาย         เป็น  มัตยาธิบาย
                            อัคคี + โอภาส       เป็น     อัคย+ โอภาส           เป็น อัคโยภาส
                      ข. ตัดอิ อี ออก แล้วสนธิแบบ อะ อา เช่น
                            หัตถี +อาจารย์      เป็น         หัตถาจารย์
                            ศักดิ + อานุภาพ    เป็น         ศักดานุภาพ
                  3. สระอุ อู ถ้าสระอุ อูสนธิกัน รวมกันเป็นรูปสระอุ อู เช่น
                            ครุ, คุรุ + อุปถัมภ์         เป็น         คุรุปกรณ์, คุรูปกรณ์
                            ครุ, คุรุ + อุปถัมภ์         เป็น         คุรุปถัมภ์, คุรูปถัมภ์
             แต่ถ้าสระอุ อู นี้สนธิกับสระอื่น จะต้องเปลี่ยนรูป อุ อู เป็น ว แล้วสนธิตามแบบ อะ อา เช่น
                   จักขุ + อาพาธ         เป็น     จักขว + อาพาธ    เป็น     จักขวาพาธ
                    เหตุ + อเนกรรถ     เป็น     เหตว + อเนกรรถ  เป็น     เหตวาเนกรรถ
                    ธนู + อาคม            เป็น     ธนว + อาคม      เป็น       ธันวาคม
             2. พยัญชนะสนธิ ในภาษาบาลี คือ การนำคำที่ลงท้ายด้วย สระไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้น ด้วยสระหรือพยัญชนะ ส่วนในภาษาสันสกฤต คือ การนำคำที่ลงท้ายด้วย พยัญชนะไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วย สระหรือพยัญชนะ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ยุ่งยาก จะไม่นำมากล่าวในที่นี้ เรารับคำสมาส ที่มีสนธิของภาษาบาลีสันสกฤต มาใช้  เช่น
                    มน+ ภาว ( บ. ) มนสฺ + ภาว ( ส )    =     มโนภาว ไทยใช้ มโนภาพ
                    เตช + ชย ( บ. ) เตชสิ + ชย ( ส )    =      เตโชชย ไทยใช้ เตโชชัย
             3. นิคหิตสนธิ ( หรือนิคหิตสนธิ ) เป็นการนำคำที่ลงท้าย นิคหิตไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วย พยัญขนะหรือสระก็ได้ มีหลักดังนี้
              1. ถ้าคำที่ลงท้ายด้วยนิคหิตไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะวรรค ให้แปลงรูปนิคหิตเป็นพยัญชนะท้ายวรรคก่อนแล้วจึงนำไปสนธิกัน
                  พยัญชนะท้ายวรรคของพยัญชนะวรรคทั้ง 5 วรรค ได้แก่ ง ญ ณ น ม
                  ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญขนะวรรค ก ได้แก่ ก ข ค ฆ ให้เปลี่ยน ํ เป็น ง ดังนี้
                              สํ + กร             เป็น         สังกร         สํ + ขาร     เป็น    สังขาร
                              สํ + คม            เป็น         สังคม        สํ + คีต      เป็น    สังคีต
                  ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค จ ได้แก่ จ ฉ ช ฌ ให้เปลี่ยน ํ เป็น ญ
                               สํ + จร           เป็น         สัญจร         สํ + ชาติ     เป็น สัญชาติ
                               สํ + ญา          เป็น         สัญญา         สํ + ชย      เป็น สัญชัย
                   ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ฏ ได้แก่ ฏ ฐ ฑ ม ให้เปลี่ยน ํ เป็น ณ
                               สํ + ฐาน         เป็น         สัณฐาน         สํ + ฐิติ      เป็น     สัณฐิติ
                    ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ตได้แก่ ต ถ ท ธ ให้เปลี่ยน ํ เป็น น ดังนี้
                               สํ + ธาน         เป็น         สันธาน    สํ + นิบาต   เป็น    สันนิบาต
                  ถ้านิคหิตสนธิกับพยัยชนะวรรค ป ได้แก่ ป ผ พ ภ ให้เปลี่ยน ํ เป็น ม ดังนี้
                               สํ + ผสฺส          เป็น         สัมผัสส    ( ไทยใช้ สัมผัส )
                               สํ + ภาษณ       เป็น         สัมภาษณ์     สํ + ภว    เป็น     สมภพ
              2. ถ้าคำที่ลงท้ายด้วยนิคหิตไปสนธิกับพยัญชนะเศษวรรค (พยัญชนะอวรรค) ให้เปลี่ยนเป็นดัง ก่อนแล้วจึงสนธิกัน
                       พยัญชนะเศษวรรค ได้แก่ ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ สนธิดังนี้
                                สํ + โยค          เป็น         สังโยค    สํ+ วร    เป็น    สังวร
                                สํ + วาส          เป็น         สังวาส    สํ+ หร    เป็น    สังหร
              3. ถ้าคำที่ลงท้ายด้วยนิคหิตไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ จะต้องเปลี่ยน ํ เป็น ม ก่อนแล้วจึงสนธิกัน เพื่อให้เสียงของคำเชื่อมกันสนิท
                                สํ + อาทาน       เป็น         สมาทาน
                                สํ + อิทธิ           เป็น         สมาธิ
                       การสนธิเป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงเมื่อเสียง   2 เสียงใกล้กัน และการเปลี่ยนแปลงเสียงนี้ จะปรากกในคำสมาสและคำที่ลงอุปสรรค ดังกล่าว เช่น
                                หัตถี + อาจารย์   เป็น         หัตถาจารย์
                       เป็นคำสนธิที่ปรากฏในคำสมาส
                                สํ+ ตาน          เป็น         สันตาน ( ไทยใช้ สันดาน )
                       เป็นคำสนธิที่ปรากฏในคำลงอุปสรรค   
             ดังนั้น การสนธิจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงเท่านั้น มีอยู่ในการสมาสและการลงอุปสรรค ไม่ใช่การสร้างคำใหม่


O-net ให้ลัดจำ (อีกแล้ว)

สระสนธิ ได้แก่ ชลาลัย(ชล+อาลัย)  ปรมินทร์(ปร+อินทร์) ราชูปภัมภ์(ราช+อุปถ้มภ์) จุฬาลงกรณ์(จุฬา + อลงกรณ์)สุริโยทัย(สุริยะ + อุทัย)

พยัญชนะสนธิ พรหมชาติ อาตมภาพ รโหฐาน มโนภาพ เตโชธาตุ นิรทุกข์ นิรชน นิรภัย ทุรชน ทรชน

นคหิตสนธิได้แก่  คำที่ขึ้นต้นด้วย สัง สัม สัญ สัณ สมมา สม สโม
 on33 on33



avatar:
คำสมาส

หลักการสังเกตคำสมาส

๑.คำที่นำมาสมาสกันต้องเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ ฯลฯ ถ้าเป็นการนำคำภาษาบาลีและ/หรือภาษาสันสกฤตมารวมกับคำภาษาอื่นนับเป็นเพียงแค่คำประสมเท่านั้น

๒. คำสมาสคือการนำคำภาษาบาลีและ/หรือภาษาสันสกฤตมาชนกัน(การนำคำมาวางเรียงต่อกันโดยคำใดคำหนึ่งหรือทั้งสองคำไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปของคำ) เช่น
มัธยม + ศึกษา = มัธยมศึกษา
ประวัติ + ศาสตร์ = ประวัติศาสตร์
อุบัติ + เหตุ = อุบัติเหตุ
สุข + ศึกษา = สุขศึกษา
ฯลฯ

๓.การอ่านคำสมาสต้องอ่านออกเสียงสระเนื่องกันระหว่างคำหน้าและคำหลังเสมอ เช่น
อิสรภาพ อ่านว่า อิด – สะ – หระ – พาบ
ถาวรวัตถุ อ่านว่า ถา – วอน – ระ – วัด – ถุ
เทพบุตร อ่านว่า เทบ – พะ – บุด
ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ปฺระ – หวัด – ติ – สาด
ฯลฯ
หมายเหตุ แต่บางคำก็ไม่อ่านออกเสียงสระเนื่องกันระหว่างคำหน้าและคำหลัง เช่น
สมุทรปราการ อ่านว่า สะ – หมุด – ปฺรา – กาน
สุพรรณบุรี อ่านว่า สุ – พัน – บุ – รี
สมัยนิยม อ่านว่า สะ – หมัย – นิ – ยม
ฯลฯ

๔.หากพยางค์สุดท้ายของคำหน้า มีสระ อะ ให้ตัดสระ อะ ออกก่อนจึงจะนำคำมาสมาสกัน เช่น
อิสระ + ภาพ = อิสรภาพ
พละ + ศึกษา = พลศึกษา
วีระ + บุรุษ = วีรบุรุษ
ฯลฯ
หมายเหตุ ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น

๕.หากพยางค์สุดท้ายของคำหน้ามีไม้ทัณฑฆาตอยู่ ให้ตัดไม้ทัณฑฆาตออกก่อนจึงนำคำมาสมาสกัน เช่น
มนุษย์ + ศาสตร์ = มนุษยศาสตร์
แพทย์ + สภา = แพทยสภา
ทิพย์ + เนตร = ทิพยเนตร
องค์ + รักษ์ = องครักษ์
ครุศาสตร์ + บัณฑิต = ครุศาสตรบัณฑิต
ฯลฯ

๖. คำสมาสส่วนใหญ่จะวางคำขยายเป็นคำหน้าและวางคำตั้งหรือคำหลักเป็นคำหลัง ดังนั้นการแปลความหมายจึงมักจะแปลจากหลังมาหน้า เช่น
ราชบุตร หมายถึง บุตรของพระราชา
เทวบัญชา หมายถึง คำสั่งของเทวดา
ราชการ หมายถึง งานของรัฐบาลหรือของพระเจ้าแผ่นดิน
มธุรส หมายถึง รสหวาน
ฯลฯ
หมายเหตุ ยกเว้นคำสมาสบางคำที่วางคำตั้งหรือคำหลักเป็นคำหน้าและวางคำขยายเป็นคำหลังจึงสามารถแปลความหมายจากหน้าไปหลังได้ เช่น
บุตรธิดา หมายถึง ลูกและภรรยา
สมณพราหมณ์ หมายถึง พระสงฆ์และพราหมณ์
ทาสกรรมกร หมายถึง ทาสและกรรมกร
ฯลฯ
๗. คำบาลีสันสกฤตที่มีคำว่า “พระ” ซึ่งกลายเสียงมาจากบาลีสันสกฤตว่า “วร” นำหน้า ถึงแม้ “พระ” จะประวิสรรชนียืก็นับว่าเป็นคำสมาส เช่น
พระกร พระปฤษฎางค์ พระนาภี
พระหัตถ์ พระขรรค์ พระอัยกา
ฯลฯ
หมายเหตุ แต่ถ้านำหน้าคำภาษาอื่นไม่นับว่าเป็นคำสมาส เช่น พระเขนย พระเก้าอี้ พระเจ้า พระอู่ เป็นต้น

๘. คำที่ลงท้ายว่า “ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศึกษา ศิลป์ วิทยา กิจ กร คดี ธรรม บดี ภัณฑ์ ลักษณ์” มักจะเป็นคำสมาส เช่น
ภาษาศาสตร์ ธุรกรรม ทุกขภาพ
อุทกภัย วรรณศิลป์ จิตวิทยา
ธุรกิจ กรรมกร สารคดี
พิพิธภัณฑ์ ภาพลักษณ์ คหบดี

ฯลฯ


ข้อสังเกต
๑. ไม่ใช่คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตทั้งหมดไม่นับเป็นคำสมาส เช่น
ราชวัง (วัง เป็น คำไทย)
ผลไม้ (ไม้ เป็น คำไทย)
ราชสำนัก (สำนัก เป็น คำไทย)
มหกรรมบันเทิง (บันเทิง เป็น คำเขมร)
ฯลฯ
๒. คำที่ไม่สามารถแปลความจากหลังมาหน้าได้แม้ว่าจะเป็นการนำภาษาบาลีและ สันสกฤตมารวมกันก็ไม่ใช่คำสมาส เช่น
ประวัติวรรณคดี หมายถึง ประวัติของวรรณคดี
นายกสมาคม หมายถึง นายกของสมาคม
คดีธรรม หมายถึง เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ

ในO-net จารย์ให้จำ คำที่ลงท้ายด้วยคำต่อไปนี้มักสมาส ธรรม ศาสตร์ สถาน ศึกษา กิจ กรรม วิทยา กาล กร ภาพ ศิลป์ การ ภัย
 :on13


avatar:
ชวา

มักพบในเรื่องอิเหนา อันนี้ต้องจำ

การะบุหนิง แปลว่า ดอกแก้ว

มาลาตี แปลว่า มะลิ

มินตรา แปลว่า กระถิน

กาย แปลว่า มะม่วง

กระบะ แปลว่า ภาชนะ

ซ่าโบะ แปลว่า ผ้าห่ม

ติกาหรัง แปลว่า เรือนแก้ว

เกาะ แปลว่า กล่องบุหรี่่

โนรี แปลว่า นกแก้ว

กระยาหงัน แปลว่า สวรรค์

กุหนุง แปลว่า เขาสูง

แดหวา แปลว่า เทวดา

ปะตาปา แปลว่า นักบวช

ปันจุเหร็จ แปลว่า โจรป่า

ระเด่น แปลว่า ลูกชาย

เกน แปลว่า นาง

แบหลา แปลว่า ฆ่าตัวตายย

มะงุมมะงาหลา แปลว่า เที่ยวป่า

ตุหนาหงัน แปลว่า หมั้นไว้

ยังหยัง แปลว่า รูปงาม

กิดาหยัน แปลว่า มหาดเล็ก
 :on17


avatar:
คำเขมร

ใช้ ลูก งู ยักษ์ รีบ จับ ญ. (ลงยรจญ) เป็นตัวสะกด

นิยมนำมาเป็นราชาศัพท์

มักขึ้นต้นด้วย บัง บำ บัน บรร

คำแผลง เช่น ดำรัสเป็น ตรัส   ตรวจเป็น ตำรวจ

คำที่ออกบ่อยคือคำว่า ดำเนิน

ตัวอย่างคำ   ฉกาจ เข็ญ จำเนียร กังวล เพ็ญ เสด็จ เจริญ ขจร ทูล
ข้อสังเกต       สะกดด้วย จ ญ ร ล
ตัวอย่างคำ   ขลัง โขน ฉลอง เสวย เขนย เฉลย
ข้อสังเกต       มักใช้คำควบกล้ำและคำที่ใช้อักษรนำ
ตัวอย่างคำ   กำจร ตำรวจ กำเนิด ดำริ บังคม จำเริญ ชำนรร
ข้อสังเกต       คำ ๒ พยางค์ มักขึ้นต้นด้วยคำว่า กำ จำ ชำ ดำ ตำ ทำ บัง
 on29


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป