หน้าแรก l  เว็บบอร์ด  l ห้องแชท   l  ร้านหนังสือ  l  สร้างแรงใจ  l  ปายเที่ยว  l  ติดต่อเรา
                           
     คุณเข้ามาคนที่ 11130

     

   เดินตามหาหัวใจ.............แห่งความฝัน  
                                                                                          กว่าจะเป็นนายร้อยตำรวจ
                                     


              สำหรับคนสอบ ติด ใครก็พูดได้ว่าสอบติดจะมีใครบ้างละที่เอา  กล้าชีวิตกว่าจะสอบติดนายร้อยมาเล่าให้ฟังถ้า
ไม่ใช่พวกเราชาวมายาโหร ดอท คอม
   

             เรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงทุกอย่างครับ  .....เป็นประสบการณ์ตรงจากพี่เว็บมาสเตอร์
   เองครั้งหนึ่่งเคยเป็นแบบน้อง....ทุกคนไม่ดิ ตำกว่าด้วยซ้ำ   อยากจะเป็นแรงใจแด่ผู้ที่ มีฝัน..........ฝันอันสูงสุด....

                  
        ผมเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งครับ บ้านที่ อยู่ที่ ต.ด่านทับตะโก  อ.จอมบึง  จ.ราชบุรี ไม่ไกลกับเทือกเขาตระนาวศรี  ไม่ห่างกับชายแดนมาก..ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60-70 กิโลเห็นจะได้  พี่เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่ ไม่ค่อยรู้อิโหน่อิเหน่
กับเขา เท่าไร   มีอะไรก็เล่นไปตามประสา        ตอนเป็นเด็กจำได้ว่าเล่นยิงนกตกปลาไปเรื่อยตามประสา    ได้เรียนอนุบาลแถวบ้านในชนบท   อันแสนไกล
  เรียกว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  บ้านด่านทับตะโก   ....และแม่มาฝากไว้ที่ รร.ประจำตอนป .1 ที่ รร. ดรุณาราชบุรี
เป็นเด็กประจำ อยู่ 3 ปี  และก็ออกมาเป็นเด็ก   ไปกลับ  ตอนนั้นคิดว่าที่พ่อแม่ให้ไปอยู่ประจำ คิดว่าท่านคงอยากดัดนิสัยเรา   แตที่่ใหนได้ ................เมื่อโตขึ้นจึงได้ทราบว่า ท่านไม่มีเวลาให้เรา   เพราะท่านต้องเข้าไร่ ทำงาน  พ่อของ พี่ทำไร่ ครับ แม่ขับรถเมย์สองแถว รับจ้างครอบครัวฐานะธรรมดา....ครอบครัวหนึ่ง
     

     หลังจากนั้น ป.4-6    ก็ออกมาเป็นเด็ก ไปกลับ รถประจำ  ระหว่างตัวเมืองกับ บ้าน (รร.ดรุณาราชบุรี อยู่ในเมืองครับ)   ทุกวันจะต้องออกมาคอยรถประจำหน้าบ้าน และรับไป ส่งถึง รร และก็เรียน


ตอนเย็น  รถก็จะมารอรับหน้าโรงเรียน และที่หน้าโรงเรียนจะมีขนมขายเยอะมากๆ น้องคงนึกภาพออก
ในช่วง ป.6  พี่เคยเป็นหัวหน้าสารวัตรลูกเสือครับ เวรวันจันทร์ที่ทุกเช้า จะต้องมาโบกรถให้น้องๆ ข้ามถนน และวิ่งตามริบ ไพ่
(สติกเกอร์ ดราก้อนบอล)    ซึ่งในชีวิตของ ประถมเชื่อแน่ว่าหลายๆคนคงเคยเล่น การเล่นเขี่ยไพ่ ตอนนั้น กำลังฮิตมาก  ถือว่าเป็นความผิดร้าย  แรงคือ  โดนริบนั้นเอง (เหมือนโดนจับ)  ในช่วงนั้นสนุกมากตามประสาเด็กๆ 

      เพราะว่า  มันเหมือนกับการวิ่งไล่จับ ขโมย หรือโจร  โดยเราเหมือน
ตำรวจ
ที่ทำหน้าที่ ในการ จับคนร้ายหรือ  คนกระทำผิด  มีเครื่องแบบที่ภาคภูมิใจ  คือ ชุดลูกเสือ
   ติดปลอก
แขนสีแดงประจำวันจันทร์  จนกระทั้ง.ปลายเทอม  พี่เอง......................ไม่รู้เรื่องกับเค้าเลยว่าจะไปเรียนต่อที่ใหน อย่างไร  
 

    จนกระทั้ง จะจบป .6 เพื่อน....แห่กันไปสอบเข้า รร ..ชายประจำจังหวัดชื่อว่า รร .เบญจมราชูทิศ   ราชบุรี  ซึ่งสอบเข้ายากมากๆ  ครับ ใครเข้าได้ถือว่าสุดยอดในสมัยนั้น..รร.ประจำจังหวัดมีชื่อเสียงใครก็อยากเข้าครับ...

           และพี่เองก็ไปสมัครสอบกับเค้ามั่งครับเผื่อฟลุ๊ก    แต่พี่มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีไทย อยู่ก่อนแล้ว เค้ารับสมัคร  ความสามารถพิเศษ  ดนตรีไทย พอดี เลยลองไปสอบดูเล่นๆ สอบติดเฉยเลย   เลยได้อยู่ รร.เบญจมราชูทิศ รร.ชายประจำ  จังหวัดราชบุรี  ดีใจมากๆ  และได้อยู่วงดนตรีไทยทั้งที่ฝีมือไม่เท่าไรแต่เรา  เล่นได้หลายอย่าง...เลยอยู่วงดนตรีไทยนักเรียน  โควต้าพิเศษ   ใครถามว่า เข้าเบญฯได้เหรอ แม่เราเป็นปลื้ม  อ๋อ ลืมบอกตอนผม
ี่        สอบนั้น ไปสมัครเอง สอบเอง  แต่ให้แม่มามามอบตัวให้ครับ  เป็นจุดเริ่มต้นของการพึ่งตนเอง พ่อพี่ไม่เชื่อครับว่าพี่สอบ   เข้าเบญฯได้ยังไง เพราะมันยากมาก  ...............งงแต่พี่เข้าได้ ใครถามก็บอกสอบเข้า ครับ  .............อิอิ เหมือนจะเก่งนะ.. 
    จนกระทั่งมาเป็น นักเรียนเบญจมฯ และได้ฝึกฝีมือด้านดนตรีไทย เป็นอย่างมาก  ช่วงระหว่าง. ม.1 ม.2 เค้าบอกว่าถ้าได้ไปเล่นดนตรีกับสมเด็จพระเทพฯได้นั้นถือว่าสุดยอด ช่วงนั้น พี่ได้เที่ยวตามประสาวัยรุ่นห้าว  ๆไปเรื่อย  ตั้งแต่   แข่งรถประกอบ  กระเป๋าหนีบที่ไม่มีหนังสือ  รถซิ่ง  ลองบุหรี่ ที่เพื่อนมาให้ลอง เหล้า  หนังสือโป ต่อยตีเค้าไปทั้ว  อวดสาว...
.แต่ขอโทษครับ รร เบญฯที่พี่อยู่เป็น รร ชายล้วนครับ  เลยไม่มีสาวๆในตอนนั้นไม่รู้หรอกความรักเป็นเช่นไร  ได้แต่
่ใช้ชีวิต   ..เด็กม ต้น ..........ไปเรื่อย พี่ชอบเล่นบาสครับ จนเป็นตัว รร . เบญฯ  และนักกีฬาหลายๆอย่าง..
...มีแรงจุงใจตรงความเท่นี่ละครับ............นักกีฬาสาวชอบ   สาว รร. ราชโบริกา (รร หญิงล้วนประจำจังหวัด) เมื่อเราแข่งกีฬาประจำจังหวัดชนะ จะได้เหรียญเท่มากๆๆๆ...ครับ ..................

 

      เรื่อยๆไปวัน แต่พี่มีความสามารถด้านคัดลายมือและศิลปะอยู่ในตัวก่อนแล้ว เวลาทำงาน เกี่ยวกับศิลปะ ก็มักจะ
ทำได้ดีกว่าคนอื่น หรือคัดลายมือ  ก็จะกินรุ่นพี่  หอบรางวัลไปหมด   คัดลาย มือสวยครับขอบอก.....แต่เรื่อง.....การเรียนเหรออย่าให้พูดครับลอกคีย์ไปวันๆ......ลอกเพื่อน.....ไม่ได้สนใจ ..........อะไร  มากมาย
เพราะเราไม่มีเป้าหมาย  อยากเรียนเทคนิค หรืออาชีวะ  เหมือนพี่ๆแถวบ้าน(โลกแคบมาก) ซึ่งตำบลผมเนี่ยมีคนสอบเข้าเบญฯได้คน
เดียว ถือว่าเก่งมากๆ    คือผมเอง  ยิ่งสอบเทคนิคหรืออาชีวะ ได้ในสายอาชีพนั้น ถือว่าสุดยอดครับ ........ เลยอยากเรียนเทคนิคช่างไฟฟ้า ......ไม่ก็อีเล็กทรอนิค

(ตอนนั้นไม่รู้จิงๆ...ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เกรดเฉลี่ย 2.17 เอง ( เกรดแบบ ทำงานส่งอะครับ)   คณิต  วิทย  ไม่ต้องพูดถึง  ไม่รู้เรื่องเลย  เพราะเพื่อนให้ลอก การบ้านทุกวัน ในห้องสอบยังลอกเลย  จดโพยแล้วโยน......................................จนในที่สุด 
   

        เย็นวันหนึ่ง เตี่ยผมก็มาถามผมว่าอยากเป็นอะไร   ผมก็บอกไปว่าไม่เข้าเทคนิคก็ต่อ 

       วิศวะ(แล้ววิศวะคืออะไร  ตอนนั้นมีคนบอกว่ามันเป็นอาชีพที่เงินดีมากๆๆ)เพราะดันมีละครเรื่องที่ พระเอกเป็นวิศวะรวยมากๆ    แต่เตี่ยก็มาบอกว่าถ้าเป็น
     นายร้อย สามพรานได้คงดี..............   (นายร้อยคืออะไร  วันนั้นจำได้ ว่า ตอน ม.2  เทอม 2)  มันเป็น คำพูดที่ดูเท่ มากๆ ครับ นายร้อยสามพราน  แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ...
                     
       

       และแล้วนั้นเองคือจุดเริ่มต้น ..........อีกสองอาทิตย์ต่อมาในชั่วโมง   ซ้อมกีฬาสี ระว่างนั่งรอทีมบาส ในสนาม
  ออกนั้นเอง   มีชายชุดขาว และชุดกากีคอแบะ ห้อยกระบี่สั้น(ตอนนั้นไมรู้หรอกว่ามันคืออะไร)เยสสสสสสสสสสสสส.............สุดยอด…..เค้ากำลังเดินอย่างสง่างามหลังตรงดิ่ง เหมือนคนละชั้นกับพวกผม  เดินผ่านต่อหน้าต่อตาท่ามกลางสายตานับพันคู่มองมาที่ชายสองคนนี้เดินผ่าน

 

...............มันแทบทำให้หัวใจผมหยุดเต้นเลยทีเดียว...........เปี้ยะ  ........อย่าฝัน  หน้าอย่างมึงอะอย่าฝัน แค่เทคนิค
ก็ดีแล้ว ............เพื่อนผมหยอกเล่น...........นี่ใครวะผมถาม  .......อ่าวนักเรียนนายร้อยตำรวจไง......ไม่รู้เหรอ ผมอึ้งไป
พักใหญ่ ......ได้แต่เฝ้ามองดู   ว่าเมื่อไรเค้าจะออกมา..........จากห้องแนะแนว.......ภาพในวันนั้นทำให้เด็กชาย ม.2 
ผู้ห้าวหาญ ซ่าๆไปวันๆ  ต้องกลับไปนอนฝันไปหลายวัน มันค้างคาในจิตใจ..........จนไม่สามารถลบออกไปได้ ........

         มาอีกแล้ววันนี้มีมาอีกแล้วแต่วันนี้เป็น  ชุดรัดรูป  เสื้อสีขาวกางเกง สีขี้ม้า(  นักเรียนเตรียมทหารนั่นเอง)  ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกครับว่าเค้าคือใคร   แต่รู้สึกว่าใจ มันเต้นอีกแล้ว ....เต้นแบบ.รู้สึกว่า พวกเข้า  นตท.เหล่านั้น  นั้นหละคือ     สิ่งที่ผมอยากจะเป็นเหมือนเค้า แต่ผมไม่ทราบหรอกว่าเค้าคือ   นักเรียนเตรียมทหาร

      .....พวกเค้าเดินมากันสามคน  มาที่ใต้ตึกเรียน .....และถอดหมวกออก  โห.........หัวเกรียนตัวดำ   .....เหมือนโล้น  
ตัวตลก ดีๆนี่เอง  แต่ขำไม่ออกน่าเกรงขาม หน้าตานึ่งๆ   ยืนตัวตรงถือกระเป๋าสีดำๆ(กระเป๋าเจมส์บอน) ยืนคุยกับอาจารย์ ด้วยความนอบน้อม   ผมเห็นพี่คนหนึ่งเดินมาโทรศัพย์ที่ตู้    เลย ตัดสินใจเข้าไปถาม.....พี่ครับพี่เป็นใครเหรอ  .....พี่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร  เหล่า นายร้อยตำรวจ ครับน้อง

...(โอ้ยหัวใจพองโตแทบจะระเบิดออกมา        

                ได้คุยกับนักเรียนนายร้อยตัวเป็นๆ)

  .........พี่ครับแล้ว       ทำไงถึงจะได้เป็นแบบพี่ .........อ๋อน้องต้องจบ ม.4 สายวิทย์- คณิต    แล้วเอาวุฒิ  ม.4 ไป สมัครสอบดู .........
..(สมัยก่อนเรียนเตรียมสองปี เพิ่งมาเริ่มสามปีเมื่อสามปีที่ผ่านมา  ใช้วุฒิ ม .3)



     ข้อมูลเพียงเท่านี้  ก็ทำให้ผมดีใจมากๆๆ...จนบอกไม่ถูก ...............ตั้งแต่นั้นมา พฤติกรรมของผมเปลี่ยนไป  เริ่มที่จะ
เป็นเด็กมีเป้าหมายในชีวิต  

          

 

 

      ผมเกิด มา เพื่อสิ่งนี้.........ความฝันอันสุงสุด 
       
 

    ทุกๆวันเวลาพักเที่ยงผมจะไปที่ห้องจดหมาย.ดูว่ามีเอกสารเกี่ยวกับการสอบเตรียมทหารหรือป่าว  เพราะ  ทุกๆๆวันจะมี
  จดหมายมาที่ รร เบญจมฯ..และหนังสือโบชัวแนะแนว........และมีอยู่วันหนึ่ง ครับ   มีโบชัวสอบเข้าเตรียมทหาร  มาที่ 
  รร...เป็นรูปภาพตอนสวมแหวน  ผมดีใจมากๆ..
    การสอบเข้าเตรียมทหาร เชิญชวนให้ไปเรียน  แต่เค้ารับ ม.4  ครับ  พี่เองซึ่งตอนนั้นเป็นเด็กน้อย ที่มีความฝัน เริ่ม 
ศึกษาหาข้อมูลต่างๆ  สมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต  ข้อมูลต่างๆจึงหายากมาก...เริ่มหาลู่ทาง  เริ่มมีความฝัน    มันไม่เหมือน  กับสมัยนี่ข้อมูลเต็มไปหมด
 

   “ผมเก็บโบชัวอันนั้นไว้อย่างดี......(ทุกวันนี้ยังเก็บไว้ครับ)..............พร้อมกับตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า  จะต้องสอบเป็นนักเรียนเตรียมทหารให้ได้ ......และต้องเป็นนายร้อยตำรวจด้วย"


 

   ปัจจัยการที่อยากสอบ    นตท...คือ  อันดับแรกคือมันเท่มากๆๆครับ    ถ้าเป็นแล้วคงจะเท่น่าดู เครื่องแบบที่ใครๆอยาก
ใส่  และ เป็นอาชีพที่มั่นคง    มันทำให้ดูดีอย่างไรก็ดูดี และก็   มีคำนำหน้าว่า นตท หรือ นรต  ......ตอนนั้นคิดแค่นั้น แต่
ี่อยากได้เหล่าตำรวจ  เพราะว่า .........เตี่ยของผมเคยโดนตำรวจรีดไถเป็นประจำ และ

    ผมก็โดนตำรวจแกล้งตอนเป็นเด็ก
                               เลยคิดที่อยากแก้แค้นเอาคืน
.
.......งงความคิดตอนนั้นนะ
    มัธยมศึกษาปีที่สาม     เป็นปีแห่งหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริงตอน ม 3  ผมจะไปอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหม่คือกลุ่มที่ซี้
ี้ที่สุด ตั้งแต่เรียนมา ครับ คือ ม.3/7  เป็นเพือนที่ผมรักที่สุดและซี้ที่สุดตั้งแต่มีเพื่อนมา ทุกวันนี้ยังคบกันอยู่ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ  แต่เพือนของผมเรียนไม่เก่ง เท่าไร เลยต่างคนต่างหาหนทางของตัวเอง  บ้างไปเรียน ในช่วงม.3   พวกผมเอง ถือว่า เป็นห้อง
      เรียนที่ มีทีมบาส ที่เก่งที่สุดในสาย ม ต้น  มีคนเกือบ dunk  ได้ สาม คนเหนะ  ...เหอะๆ  พวกเราบ้าบาสมากๆ   ทุกวันเรา จะเล่นบาสเสร็จจะรีบออกจากโรงเรียนเพื่อไปเล่นบาสต่อที่  สนามกีฬาเขต 7 สนามกีฬาสาธารณะที่

 ไกล้กับ รร สตรีประจำจังหวัด ไม่ก็ขับรถมอไซด์ ของเพื่อนร่อน ไปเรื่อย บางวันก็ไป  เดินเล่น ...ที่ ในตลาด  บางวันก็ซ้อมกีฬา แต่ผมไม่กินเหล้า
     สูบบุหรีนะ  ในช่วงม.3  สิ่งที่จะเบื่อมากๆๆ  คือ  ช่วยเตี่ยซ่อม รถ  สิบล้อ ถอดยางซ่อมเครื่อง ที่บ้าน ตอนนั้นไม่ร
ู้

  หรอกว่า ทำไมต้องทำเพราะมันเป็นอาชีพของเตี่ยหรือป่าว  แต่ที่ทำเพราะ เขาใช้    ให้ทำ บางครั้งก็น้อยใจไม่อยากทำ อยากไปเที่ยวเล่น กับเพื่อนๆ ตามประสาเด็กหนุ่ม แต่ก็ต้องทำ เพราะ เตี่ยดุมากๆ น่ากลัวสุดๆ ด้วยความที่งาน ที่ทำเป็นงานที่ใช้แรงงานมากๆ เหนื่อย (อยากจะหนีไปให้พ้นกับสิ่งที่เป็นอยู่) เพราะทุกวัน หลังจากกลับมาจากโรงเรียน
ก็ต้องมาช่วยเตี่ยซ่อม รถซ่อมเครื่อง อัดจารบี ถอดยาง ล้างรถ ...เบื่อมากๆอยากไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้....

 
      วันหนึ่งผมได้รับโบชัวเกี่ยวกับการเรียน กวดวิชาที่ สถาบัน กวดวิชาแห่งหนึ่ง  จะไม่ขอเอ่ยชื่อละกัน มันมีคอร์ส 
ที่ให้ นักเรียน ม.3  ต่าง จังหวัด มาเรียนต่อ ม.4  ในกทม  และเลือกสถาบันนี้เป็นที่กวดวิชา เรียนทุกวันเรียนทั้งปี 

เรียนจากที่ รร   แล้วก็จะกลับมาติวที่ รร กวดวิชานี้อีก ...........และนี่ละครับคือจุดเริ่มต้น ของชีวิต ที่ เด็กน้อยคนหนึ่งที่ไม่รู้ชีวิต..............
   ตอนนั้นไม่มีทางเลือกมาก  จำเป็นต้องไปเพราะเราไม่รู้อะไร ..

 

หาเป้าหมาย ของเรา ให้เจอแล้ว  ลุย....เลย

   เมื่อเอาโบชัวไปให้เตี่ย เอาไปดู ผมบอกเตี่ยว่าอยากเรียนที่ นี่  ............มากๆ อยากเป็นนายร้อยตำรวจ  และผมก็เข้าห้องนอนผมไปรอคอยคำตอบ ให้เตี่ยพิจารณา    (ผมกับเตี่ยไม่ค่อยคุยกันเท่าไร เพราะแกเป็นคนเงียบๆ แต่ถ้า
อารมดีก็อารมดีน่าดูเลยเหละ ใจกว้าง มากๆๆ)   จนกระทั้ง  เย็นวันหนึ่งระหว่างการ รับประทานอาหารมือเย็น  ของครอบครัว
ของผม เตี่ยเริ่มมาพูดคุยว่า มันแพงมาก  คงไม่มีเงินส่งให้ไปเรียน .....ตอนนี้เงินมันช๊อต .........ซึ่งผมเองเข้าใจดี ครับ
(เศรษฐกิจปี 40 ฟองสะบู่แตก)  พ่อบอกว่าเก็บเงินไม่ได้ ................................

ใน ค่ำคืนนั้นเอง  ความฝัน ของลูกผู้ชายคนหนึ่ง  ซึ่งถือ ว่าเขาได้เลือกทางเดิน เส้นนี้แล้ว 

ความฝันที่ สูงสุด  ......
กำลังจะมอดลงแล้ว  เพราะพ่อไม่มีเงิน แม่ของผมเองได้แต่เป็นกำลังใจ      ให้เท่านั้น .............ผมคงหมดหวังแล้วละ
  เพราะผมเองเป็น คนเรียนไม่เก่ง
   สู้พวกเด็กห้องเก่งไม่ได้ ........... ค่ำคืนนี้ เลยได้แต่นอนร้องให้เสียน้ำตาของ
ลูกผู้ชายคนนี้ บนเตียงเงียบๆคนเดียว  การเป็นนายร้อยคงเป็นเพียงความฝัน ลมแล้งๆ.....

...จะหวังอะไรกับเด็กบ้านนอกอย่างผม.....เงินก็ไม่ค่อยจะมีกับเค้า
                   


  เรื่องการไปเรียนต่อที่เทคนิค  มันเหมือนกับลบไปจากความคิดผมเลยก็ว่าได้  ตอนนี้ ในหัวมีแต่เตรียมทหารหรือ
นายร้อยตำรวจเท่า นั้น    ทุกๆวันผมจะไปที่ห้อง จดหมาย คอยเก็บโบชัวต่างๆที่เค้าส่งมา โฆษณา  ให้ไปเรียนที่ ต่างๆ   

 
ก็บแล้วเก็บเล่า มันมีความสุขมากที่ได้เห็นโบชัว เตรียมทหาร  ว่า รร. ของเขาทำอะไรกัน อยากไปเรียนที่นั้นบ้าง
เป็นเพียงกำลังใจ    ทุกๆ.....วัน จริงๆ ๆที่ไปเก็บภาพเตรียมทหาร   มันคงเป็นเพียงความฝันของเด็กผู้ชายอย่างผม 
..แค่ทำแค่นี้ก็มีความสุข
ดีใจแม้ไม่ได้เรียน  เพราะตอนนั้นบอกตามตรงว่าไม่มีข่าวสารข้อมูลจริงๆ ...................

        เนื่องจากตอนนี้ทางครอบครัวของผม นั้นด้านการเงินไม่ค่อยดี  ............บวกกับ ไกล้จบ ม.3  แล้วจะไปเรียนต่อที่ใหนดี
       นะ เพื่อนชอบถามผมแบบนั้น   ว่าไปเรียนต่อที่ใหน บางคนก็ไปเทคนิค  บางคนต่อ ม.4   บางคนออกมาทำงาน  แต่พวกผมมักจะมองเด็กห้องเก่งว่า   มันเก่งให้มันเรียนไป  ......ไม่ค่อยชอบเท่าไ

พวกมันถือว่าเก่ง ชอบมาดูถูกห้องท้ายๆอย่าง พวกผม ซึ่งเป็นนักกีฬา......... นักกิจกรรม
                                                                                   
 

 

คนเราเลือกที่จะเกิดไม่ได้   ..................แต่เราเลือกที่จะเป็นได้

 

...................วัดใจ แล้วอาทิตหน้าจะเป็นวันจบของพวกผมเด็ก ม.3  เทอมสุดท้าย  ชายล้วน  ...........ผมตัดสินใจแล้วว่า
จะไปคุยกับเตี่ย..    ผมตื่นเต้นมากที่จะเข้าไปคุยกับแก

     .....วันนี้แก นั่งดูทีวีคนเดียว อยู่ที่ โซฟา   ............ผมเดินเข้าไป    หา ................เตียครับ   คือ เรื่อง ที่ จะไปเรียน
ต่อเตียจะว่าไงครับ เตีย...........อืม....ตอนนี้เตียยังช๊อตอยู่
แล้วไอ้หนู อยากจะเลือกทางนี้ จริงๆใช่มั้ย .....................ผมบอกว่า ครับเตีย  ...............ถ้าเตียจะหาเงินให้ผมได้มั้ยครับ  ตอนนี้ผมก้มีเงินเก็บอยู่  8000 บาท 

 

(ทุบจากกระปุกออมสินเมื่อคืน)....เตียพอจะหาสมทบให้ผมได้มั้ยครับ .............

ผมสัญญา ผมจะต้งใจเรียนให้ดีที่สุด .....ถ้าสอบไม่ติดผมจะลาออกจากโรงเรียนมาช่วยเตี่ยทำงาน........(เขียนไปน้ำ้ตาซึมไป)
.....ผมขาดเงินอีก  .....            

 

           หลายหมื่น   บาท  ลงเรียนคอร์ส  เด็กประจำตลอดปี  เรียนติวทั้งปี  และเรียนที่ กทม รวมค่าอาหารด้วย ...
.หมายความว่า ผมจะต้องไปเรียนที่ กรุงเทพ  และไปกวดวิชา    ตลอดปี  จะต้องย้าย รร .ไป ใน กทม  ซึ่งเป็นครั้งแรกของชีวิต

   ชีวิตผมมักจะทำอะไรด้วยตัวเองและฝึมือตัวเองมาตลอด

   ตอนอยู่ ม.2  ผมสร้างแป้นบาสขนาดมาตรฐาน ด้วยตัวเอง....โดยใช้อุปกรณที่มีอยุ่ในอู่รถที่บ้าน...สิ่งใหนมันทำยากๆ
มันจะภูมิใจ......ถ้าลอง ทำด้วยตัวเอง สิแล้วจะเข้าใจว่า.....ความภาคภูมิใจมันมากขนาดใหน

 

 

ของผม ที่เข้า กทม   เพียงคนเดียว       
        เตียบอกว่าถ้าเงินออกทัน เตี่ยจะส่งให้  ถ้าออกไม่ทันจะไป  กูจะยืมเค้ามาให้.....................เท่านั้นและครับ 
หัวใจพองโต  คับตัวไปเลย ความดีใจสุดซึ้ง ..............เตี่ยกับแม่ครับ  ผมจะทำให้ได้ จะไม่ให้เสียเงินฟรี .................
.. และแล้วก็มาใช้ชีวิต ....นักเรียน ในกทม .......



  เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดียวในตอนนั้นครับ ซึ่ง น้องๆ หลายๆ คนที่ได้ฟังจากใครมา อาจจะดูเหมือนสอบ ได้ง่าย 
แต่ที่น้องๆกำลังอ่านอยู่ นี้ คือชีวิตจริงของพี่ครับ ไม่ใช่นิยาย  พี่เพียงเด็กบ้านนอก ธรรมดาคนหนึ่ง...........
ที่กำลังจะ
เข้าสู่เมืองฟ้า  ด้วยศรัทธาที่เชื่อว่าเรา จะทำได้   เพราะพี่ไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไร แต่พี่มีใจที่มุ่งมั่นครับ  แม้เรื่องจริงในสังคมนักเรียนกวดวิชาเพื่อแข่งขันจะอีกอย่าง  แต่ถ้าดูใจตอนที่ จะไปติวและใช้ชีวิต ห่างไกลพ่อแม่แล้ว 
พี่ยอมได้ ครับและ มีแรงใจเต็มที่....ที่ พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้า



      
เด็กบ้านนอกสู้เมืองฟ้า  เดินมาตามหัวใจ....จะมาตาม ความฝันที่ใฝ่หวังว่าต้องได้ดี...
         

       ผมจบ ม.3 เกรด เฉลี่ย 2.17  คงไม่ต้องถามว่าเกรดแค่นี้ เป็นอย่างไรบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังตอกย้ำในจิตใจผม
  คือ ผมต้องทำให้ได้ ต้องสอบติด
นายร้อยตำรวจให้ได้  ผมต้องทำให้ได้ ถึงขนาดว่าถ้าสอบไม่ติดยอม
  ที่จะออกจากโรงเรียนไป ช่วยเตี่ยทำงาน


 
ผมเลือกแล้ว......ผมศรัทธา   (เมื่อมีโอกาส แล้ว รีบคว้า ก่อนที่จะหมดโอกาส)


         และแล้ว พี่ก็มาถึงกรุงเทพจนได้  ที่......พี่มาติวนี้เป็นสถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงครับ และ  เรียนต่อที่ รร วัดมกุฏกษัตริย์  กทม
  หรือ ราชาขาสั้น  ฉายา เพื่อน ที่ร่วมชะตากรรมกับพี่นี้ ทุกคนที่นี่จะเป็นเพื่อน ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน แต่ว่าทุกคนนั้นเกรด
เฉลี่ย  3.00  ขึ้นทุกคน ครับ และหวังอย่างยิ่งที่สุดจะสอบให้ติด อย่างเช่น  นตท ที่เคยสอบติด  ที่นี่ สอบติดเยอะมากครับ มีนักเรียนต่างจังหวัดแวะเวียนเข้ามาเรียนมากมาย   หลายคอร์ส  พี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เข้ามาโดยไม่รู้อะไร
เชื่อคำโฆษณา  ว่า ที่นี่ติดเยอะ  ครับ (อย่าเชื่อคำโฆษณา  หาข้อมูลแล้วพิสูจน์เอง) เข้ามาเมืองกรุงนี้ ด้วยตัวเองครับ มาด้วยหัวใจที่ว่า 
ถ้าเราได้มาเรียนที่นี่แล้ว  เราต้องสอบติดอย่างแน่นอน   เพราะการเรียนที่เข้มข้น   วิชาที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลยแม้แต่น้อย   ต้องบอกตามตรงว่า  ผมเองต้องปรับตัวอย่างมากๆครับ เพราะ เรามาคนเดียว  เราแบกศักศรีที่ว่า   

 

     เราคือคนๆเดียว จากหมู่บ้านอันแสนไกลจากชนบท    
                          
     ผู้ใหญ่หลายๆคนแถวบ้าน ชอบมาว่าผมว่า หน้าอย่าเอ็งเหรอจะเป็นนายร้อยได้ คงมีแต่ในนิยาย ใครๆก็พูดอย่างนี้ กลายเป็นเรื่องขำขันกันในวงน้ำชาที่ผู้ใหญ่ เค้าไปคุยกันเพื่อความสนุกสนาน กัน
ความเจ็บใจกลายเป็นแรงใจ
ที่ ทำ ให้ผมเอง  ตั้งใจ จนแน่วแน่แล้วว่า ถ้าเราอยู่ ในชนบท นี้คงยากมากที่จะสอบเข้านายร้อยได้   เราเองก็ไม่มีเส้นสายที่
ใหนมีแต่ แรงใจนี่เหละ และ  พ่อแม่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตอะไร เป็นเพียงลูกชาวไร่ธรรมดา

ไม่อยากจะเหมือนใครๆ  ที่อยู่ในหมู่บ้านตำบลของผม...ชีวิตแบบเดิม..ๆ...


* ***** เมื่อก่อนเค้าบอกว่ามีเส้นสายกันครับ จะเข้านายร้อยสามพราน ได้ต้องมีเส้น  จะต้องไปฝากคนโน้นคนนี้ .
.ลูกท่านหลานเธอ (งั้นก็รอฝากเส้นเอาละกัน..ไม่ต้องสอบ) .....*****************  แต่พอมาสัมผัส จริงๆพบว่ามันไม่ม
ีเส้นสายหรอกครับ  วิชาการล้วน...............ใครมีความรู้ก็สอบไป  แต่ความเชื่อเก่าๆ
ยังมีอยู่ หารู้ไม่ว่าจะโดนหลอก
ไม่รู้ตัว

ถ้าคิดจะหวังพึ่งเส้นสาย  ชีวิตนี้ คงจะไร้ค่ามาก และไม่ภาคภูมิใจเหมือนเราทำด้วยตัวเอง  (พ่อแม่ผู้ปกครองอ่านเรื่องของผมและอยากให้ลูกเป็นบาง ผมจะบอกว่า สิ่งที่ ควรจะสอนให้ลูกของท่านก่อนจะมาเรียนกวดวิชาและควรสอนแต่เกิด   คือ ....” ความอดทน ”  ครับ )

 
                  (ความอดทน  คือ มหาวิทยาลัยชั้นเลิศใน  การสอนคน)

     ออ ลืมเล่าไปในช่วง ม.3  ทุกเช้าก่อนที่ จะขึ้นรถเมล์ไป รร .ในเมือง ผมจะตื่น ตีห้ามาวิ่ง ซัก 6  ถึง7 กิโล ครับ เพื่อเตรียม
ตัวเตรียมร่างกาย ให้พร้อม อีกทั้งเตรียมแข่งกีฬาด้วย วิ่งไม่ได้วิ่งเปล่านะ  ตอนนั้นจำได้ว่าวิ่งใส่ถุงทรายเพื่อถ่วงขาด้วย มันช่วย
ให้วิ่งเร็วขึ้นครับ วิ่งไปวิ่งมาเลยไปวิ่งมินิมาราธอนที่ จอมบึงซึ่งจัดขึ้นทุกปีวิ่งไปเรื่อยๆ จน ถึงช่วงเวลาแห่งการปิดเทอม...
          การเรียนเริ่มขึ้นหลังสงกรานต์   พวกเราเรียนกับแบบเต็มที่กับเนื้อหา ม.4 ล่วงหน้า ก่อนเปิดเทอมเพื่อที่ว่า เปิด เทอม
เราจะได้เรียนที่ รร วัดมกุฏกษัตริย์ ได้อย่างง่ายและมีเวลาไปเตรียมตัวอ่านหนังสือ สอบเข้าเตรียมทหาร ชีวิตที่นี้ จะต้องแข่งขัน
อย่างมากๆ ครับ ทุกคนเก่งกันทั้งนั้น ผมไปใหม่ๆต้องยอมรับว่าไม่รู้เรื่องอะไร เลย แต่แล้วด้วยแรงใจทำให้ตั้งใจเรียนและขยัน
มากๆ  อ่านหนังสือ ถึงตี หนึ่งทุกวัน ตอนเช้าก็ตื่นแต่เช้าเพื่อ มาอ่านหนังสือต่อ เป็นเช่นนี้     ทำแบบนี้เหมือนกับว่ามันทำให้ความรู้เราเพิ่มมากๆแต่มันจะถูกวิธีรึป่าว  ...นะ  การเรียน ผ่านดำเนิน ไปเรื่อยๆ

คือการสอนที่ผมเรียนที่ สถาบันกวดวิชาเนี่ย

จากวันเป็น
เดือน ความเบื่อเริ่มเข้ามา  มีเพื่อนบางคนถอดใจหนีเที่ยวซะงั้น เพราะ ว่า พ่อแม่เข้าบังคับให้มาเรียนเพื่อสอบนายร้อย
 เมื่อใจเค้าไม่อยู่แล้วก็รู้ได้เลยว่า   คงไปดีละ......การเรียนของพวกผมเริ่มไปได้คอร์สแรก  ....เริ่มมีคนเบื่อ  แล้ว   ..
.และก็เปิดเทอม
       วันเปิดเทอม ที่ รร วัดมกุฏกษัตริย์    ทุกวันเราต้องตื่นตีห้าเพื่ออาบน้ำแต่งตัว ลงมาทานข้าว ถาดหลุม และขึ้นรถตู้ไป
รร ซึ่ง รร.ในกทม เค้าจะเคารพธงชาติ  เร็วมากๆ รร.จะเปิดเช้ามากๆเวลา 07.30 น.ได้มั้ง และที่สำคัญ รถติดครับ...
.นักเรียนในค่ายที่ผมอยู่นี้ มี 68 คนครับ ขึ้นรถตู้หลาย เที่ยวเลย จนเด็กคนอื่นที่ รร .นั้น เรียกพวกเรา ว่าเด็ก รถตู้  ซึ่งทุกเช้า
เราจะมีรถตู้มารับมาส่งที่ รร. นี้ทุกวัน พอตอนเย็นก็มารับกลับไปยังค่ายติวเพื่อกวดวิชา กัน  และพักตอนเย็น หลังจากเรียน
จบและ เรียนตอนหกโมง ถึง สองทุ่ม  จากนั้นก็พัก และเข้าห้องเรียนฝึกฝนตัวเองจนกว่าจะถึงเวลาห้าทุ่ม และบางคนก็ไป
ต่อข้างบนเพื่ออ่านหนังสือต่อ  จุดเทียนคลุมโปงอ่านก็มี  แอบอ่านกันในที่ๆมีแสงสว่างก็มี   เมื่อผมมาอยู่ที่ นี้ต้องยอมรับว่า
เหนื่อยกับการเรียนสุดๆ.... เหนื่อยมากๆ


                         ถ้าอยากเก่งกว่าคนอื่น เราต้อง ขยันมากกว่าคนอื่น.....

           

       ช่วงเวลาผ่านไป  แม้จะบรรยายให้น้องอ่านอย่างไรก็แล้วแต่แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจ เพราะว่ามัน เป็นอะไรที่สุดจริงๆ  
ชีวิตนี้ไม่เคยเป็นเช่นนี้จริงๆ ที่เรียนหนักทั้งที่ รร. และกลับมาก็มาเรียน ทำโจทย์กันถึงตีหนึ่ง จำได้ว่าอาจารย์ที่มา สอนก็เป็น
อาจารย์ที่ เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชา  คณิต  ฟิสิก เคมี  อังกฤษ  ไทย  การสอน การตัดโจทย์  การคิดเร็ว สูตรลัด......
......สรุปใจความง่ายๆ คือ   ...........ทำข้อสอบเยอะ  ถึงเยอะมาก.....(แต่จะถูกวิธีหรือป่าวไม่รู้)............เมื่อก่อนเคยถาม

 

 

            รุ่นพี่ว่าต้องทำข้อสอบกี่ข้อจึงจะสอบติด  พี่ เตรียมทหารบอกว่า ทำซัก หมื่นข้อก็สอบติด .............
..เหมือนจะง่ายเลย   ข้อสอบ  การเรียนดำเนินไป  พอเริ่มอยู่ตัวจะมีทั้ง  พวก ตั้งใจ และไม่เอาอะไรแล้ว ส่วน
   ผมเป็นพวกตั้งใจ แต่ บางเรื่องยังตามเค้ามะค่อยทัน   ......พื้นฐานไม่ดีก็งี้เหละครับ  ต้องพยายามกันหน่อย  ผมไม่ย่อท้อ
แน่ๆๆ  ตั้งใจเรียนและทำโจทย์อย่างเต็มที่ .........พอถึงช่วงสอบปลายภาค  ก็จะมีการมาโชวผลคะแนนที่ รร.ว่าใครได้เท่าไร มั้ง  ต้องบอกตามตรงตั้งแต่เรียน มา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ ตั้งใจเรียนที่สุด  ทรมานที่ สุด  เหนื่อยที่สุด
  สภาพที่ย่ำแย่ที่ สุด ไม่เคย
จากบ้านมานานขนาดนี้เลย
  นี้ก็ ปาไป สี่ เดือนแล้ว ได้มาอยู่ที่ นี้   เพื่อนที่มาอยู่ที่นี้ ต่างก็มี ภูมิลำเนาต่างๆกันไป เหนือ  ใต้  ออก  ตก  
ต่างก็คิดถึงบ้านเกิดของตนกันทุกคน ...อยู่มาสี่เดือนแลัวและหลังจากสอบครั้ง นี้ ..........ปลายภาค ม.4 ของเทอมแรก
เราจะได้ กลับบ้านกัน....

                                            เกิดเป็นไก่ต้องชน  เกิดเป็นคนต้องสู้

                เพื่อแม่    เพื่อฝัน    เพื่อวัน นตท     เพื่อ  นรต    คำๆ นี้ มักจะถูกเขียนใว้ที่ใต้เตียงสองชั้นที่ผมและเพื่อนๆ
นอนกันทุกคืน ชีวิตของชาวเด็กหอที่ต่างก็  ตั้งใจมาเพื่อสานฝันของตัวเอง   และหวังว่าซักวัน เราจะเป็นเช่นนั้น    บทกลอน
จากใต้เตียงที่เป็นแรงใจ เพิ่มกำลังใจ ซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญมาก กำลังใจและแรงใจนี่ละที่ทำให้ เด็กบ้านนอกอย่างผม
ยืนอยู่ใด้  
บางครั้ง ผมก็คิดถึงบ้านจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ....(เมื่อก่อนไม่มีโทรศัพย์เหมือนสมัยนี้ แค่โทรศัพย์  กระดูกหมาก็หรู
แล้ว) มีแต่เพจ และการเขียนจดหมายแทน.............. ทุกครั้งที่รู้สึกเหงาก็จะ หยอดเหรียญโทร ตู้โทรศัพท์สาธารณะ 
  ติดต่อกับทางบ้าน   แต่ผมว่าดีนะตัดขาดจากทุกสิ่งดี ไม่ต้องรับรู้อะไรมันฟุ้งซ่าน    



   " ใจความของจดหมายตอนหนึ่งใน
สมุดไดอารี่ของผม

    ..กราบเท้าแม่ที่ รักและเตี่ย ตอนนี้ลูกสบายดีครับอยู่ที่นี้ เรียนกันหนักมาก ค่าใช้จ่ายก็เยอะตามไปด้วยครับ
รร ใหม่ ที่นี้มีแต่ผู้ชายครับ   แม่ไม่ต้องห่วงนะ
ลูกจากบ้านมาตอนนี้ก็สี่เดือนกว่า แล้ว เตี่ยกับแม่ คงสบายดี นะลูก
จะสู้เพื่ออนาคตของตัวเอง  ไม่ให้ไอ้พวกที่อยู่แถวบ้านเรามาดูถูกได้ ว่า
เราไม่มี น้ำหน้าสอบเข้านายร้อยได้ แม้จะต้องเหนื่อยแค่ใหนก็ตามลูกจะไปไขว่คว้าดาวดวงนั้นมา ให้แม่และเตี่ยให้จงใด้ ขอให้เตี่ยและแม่เป็นกำลังใจ
ให้ลูกคนนี้ด้วย ครับ   เดี๋ยวอีกสองอาทิตย์ คงได้กลับบ้านเราแล้ว
คิดถึงบ้านมากๆๆอยากกลับไปกินไข่ทอดที่แม่
เคยทำให้กิน  อยู่ที่นี่มีแต่อาหารอะไรก็ไม่รู้ก็กินไป
ส่ง ประทังหิว....แค่นี้ก่อนละกันนะครับ แม่    
  แล้วลูกจะรีบกลับไปเยี่ยมบ้าน ......
                     รัก
แม่และเตี่ยมาก....  ลูกชายคนนี้
"
        

   และแล้วพวกผมก็สอบเสร็จ   กับการสอบปลายภาคที่ รร.อันแสนสาหัส ในชั้น ม.4  มีสิ่งที่มักจะมาขัดขวางการอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าเตรียมทหารเป็นอย่างมากคือ   กิจกรรมที่ รร.นั้นเอง  เป็นเหมือนกันทุก โรงเรียนที่จะต้องทำกิจกรรม  เพื่อให้ผ่านไปตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษา

              อ.ที่สอนที่ รร.เค้าไม่รู้หรอกครับว่าพวกเราเหนื่อยแค่ใหน เค้ามีหน้าที่สอนก็สอนไปตามหน้าที่   ไม่ได้รู้ว่าพวกเราต้องอ่านหนังสือต้องสานฝัน    จะมาเสียเวลากับพวกกิจกรรมไม่ได้  ทั้งๆ  ที่ผม ชอบทำกิจกรรมมาก....
         และแล้วผมก็ได้กลับบ้าน เสียที  รร.ในกทม จะ ปิดก่อน รร.ต่างจังหวัดครับ   วันนี้กลับแต่วัน เลยถือโอกาสไปเยี่ยม
เพื่อนที่ รร.เบญจมฯ รร.เก่าของผมที่เคยเรียนเมื่อ สมัย ม.ต้น   วันนีได้ไปเจอเพื่อนเก่าๆ  มันดีใจและสอบถามสารทุกสุขดิบ
มันบอกว่าผม ล่ำขึ้น หุ่น ให้ว่างั้น  และตอนเย็นๆก็ เดินผ่าน ตลาดพร้อมกับเพื่อนๆ เก่าของผม เพื่อไปกิน นมปั่นไอศกรีม
ที่ร้านเด่นไทยกัน  รู้สึกมีความสุขมากๆ   ถ้าเราสอบติดคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย
และแล้วก็กลับมาถึงบ้าน  ไม่ได้กลับมา 5 เดือน  บ้านของผมยังเดิมๆ บรรยากาศก็เดิมๆ    กลิ่นไอของความสุขยังอยู่เหมือน
เดิม....บ้านนอกของเรา 
                               ได้กินเข้าวกับเตี่ยกับแม่   มีความสุขที่สุด................

 


   คอร์สตุลา    กวดวิชาตอนปิดเทอม


        ในการเรียยคอร์สตุลานี้ มีเด็กมาสมัครเรียนที่นี่จำนวนมากๆ   ประมาณ 500  กว่าคน ทำให้ต้องจัดแบ่งส่วน  ดูแล้ว
แออัด อาหารการกิน ในบางครั้งก็ต้องออกไปกินข้างนอก   ในเนื่อหาการสอน  อาจจะเป็นของใหม่สำหรับเด็กคอร์ส  (พวกผมเรียนเด็กข้างนอกที่มาสมัครเรียนว่าเด็ก คอร์สและ  เรียก ตัวพวกที่เรียนประจำว่าเด็กประจำ)  เด็กคอร์สจะมาเรียนแค่เดือนเดียวแต่เด็กประจำจะอยู่ทั้งปี จนกระทั่งสอบ  คอร์สนี้การสอนสำหรับเด็กประจำแล้วก็เดิมๆ สอน
เนื้อหาเดิมๆ ตารางเรียนก็เดิมๆ    เจ้าของเค้าเอาปริมาณเด็กเยอะๆว่างั้น    
                มีการแยกเด็กเก่ง กับไม่เก่งออกจากกัน  แบ่งเป็น ห้อง a b c d   เพื่อแบ่งระดับการเรียน เพื่อที่ว่าอาจารย์จะ
สามารถสอนได้สะดวกขึ้น

            

                       กว่า จะถึง   ฝั่งฝันนั้นมันยากเย็น   อย่าพึ่งเห็นฉันเดินเข้ามาง่ายๆ 

       เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก้าวเข้าสู่เทอมสอง ของการเรียน หลังจาก เข้าสู่คอร์ส ตุลาคม ผ่านไป  กำลังก้าวเข้าสู้  การเตรียมสอบช้างเผือกของเหล่าทหารอากาศ ซึ่งถือได้ว่าในตอนนั้น   คนที่สอบติดโครงการช้างเผือก ก็จะมีโอกาส
สอบติดเตรียมทหาร อย่างแน่นอน ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ เด็กในค่ายนี้ทุกคนต่าง ตั้งน่าตั้งตาเรียนกันทำโจทย์กันอย่างดุเดือด
น้องๆ ผู้อ่านเองอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ มันคือภาพแห่งการตั้งใจเรียนแบบสุดๆหามรุ่งหามค่ำ เพื่อที่ว่าจะสอบช้างเผือกออก
มาได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน ในห้องที่ ผมเรียนมีนักเรียนประจำที่ยังคงตั้งใจเรียนแบบ สุดๆอยู่ ไม่ถึง สามสิบ บางคนเริ่มหมดใจ
เพราะไม่ใหว มันเหนือยมากเป็น

การเรียนที่สุดๆกับชีวิตเลยทีเดียว
ใครไม่มาเรียนคงไม่มีทางเข้าใจเป็นอันขาด    ของคนที่ต้องจากบ้านเกิด เมืองนอน มาติว อยู่ กรุงเทพเมืองแห่งแสงสี 
เช่นนี้ ทุกๆวันหลังจากเลิกเรียนมา ผมและเพื่อนๆ จะกลับมาจาก รร มัธยมเหมือนชาวบ้านหรือนักเรียนทั่วไป และเข้าเรียนพิเศษ วิชาที่จะสอบเข้าเตรียมทหาร ทุกวัน มันเป็นเช่นนี้ ในช่วงเทอมแรก เราคือเพื่อนกัน ที่มาจากต่างจังหวัดแต่เชื่อใหมว่า ตอนนี้ เพื่อนเหล่านั้นกำลังจะมาเป็นคู่แข่งของผม




                    ความเห็นแก่ตัวเริ่มเข้ามาในใจพวกเราทุกคน ที่เค้าเรียกว่า กั๊ก นั้นเอง



             คนเก่งส่วนมากมักจะเห็นแก่ตัว   คนเรียนไม่เก่งส่วนมากมักจะถูกมอง
   ว่ามึงเหี้ย








 โครงการช้างเผือก ของเหล่าทหาร  อากาศ

   และแล้วก็มาถึงเวลาแห่งการสอบช้างเผือก มาถึงแล้วพวกผมตื่นเต้นกันมากเพราะนี้คือครั้งแรกที่เราจะทำข้อสอบที่เค้า
บอกว่าเหมือนข้อสอบ เตรียมทหารของเหล่าทหารกาศจริง.....ใครสอบติดโครงการช้างเผือก หรือมีคะแนน เกิน ครั้ง  350 
จาก 700   ถือว่าคุณผ่าน    โอกาสสอบติดเตรียมทหาร มีสูงมาก  จะได้รับทุนของทหารอากาศด้วย แต่จุดมุ่งหมายของคน
สอบที่แท้จริงคือการ  มาลองข้อสอบ เตรียมทหารตางหาก   ผมก็คือ 1 ในนั้น ที่เข้าร่วมการสอบและหวังว่าคะแนนจะออก
มาดี ......
        และแล้วผมก็ไปสอบ  โดยสอบที่อาคารเรียนของโรงเรียนนายเรืออากาศ   เป็นห้องแอร์เกือบทุกห้อง  ตอนเช้าสอบวิชา
คณิตศาสตร์   และภาษาไทย    ต้องบอกว่ายากมากๆๆๆ  ทำได้บ้างไม่ได้บ้างจนถึงเวลาเที่ยงและสอบช่วงบ่ายต่อ   ในวิชา
วิทยาศาสตร์และ อังกฤษ  ยากอีกแล้ว .........มากๆ    หลังจากสอบเสร็จพวกเรานั่งรถตู้กลับมายังค่ายติวที่เปรียบเสมือน

             บ้านหลังที่สองของพวกเรา    และผมได้มั่วบ้าง เนื้อหา ม.3 ทั้งนั้นเลย   ไม่ได้เตรียมตัวมา
ระหว่างทางเราต่างคุยกันถึงเรื่องข้อสอบสำหรับคนที่ทำได้   ผมก็คุย  ว่าข้อนั้นก็ถูกข้อนี้ก็ถูก  น่าจะได้เยอะ  แต่แล้ว ไอข้อที่เราทำไม่ได้เราไม่ได้พูดถึง ผมว่ามันยากนะ ยากหวะ ยากจริง  ความรู้ ม. 3 4 5 เลยเหละ  ข้อสอบระดับแอดว้าน   
แต่ก็พอทำได้ หน่า  ในใจคิดอย่างนั้น น่าจะสอบติดหน่า ...จนกวันนี้เป็นวันที่คะแนนออก เหมือนประกาศผลสอบเลยละว่า
ใครติดไม่ติด เตรียม คนได้เยอะก็จะยิ้มร่าคุยกับเพื่อน  บอกพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกลได้อย่างเมามัน แต่ผมเอง  ได้คะแนนน้อย
มากๆ   สองร้อยว่านิด ๆ
คนได้ที่ 1 ของประเทศได้ 512  คะแนน ทำให้ท้อใจและอยากร้องให้เป็นอย่างมาก        คะแนนช้างเผือกเป็นอย่างนี้จะสอบติดเหรอวะ  กระทั่งเวลาผ่านไป

          หลังจากวันนั้น หลายคนเริ่มหมดหวัง    กาลเวลาทำให้คนเปลี่ยนไปจริง ๆ  ทั้งที่มาพร้อมกันในช่วงแรกๆแต่แล้ว
การสอบช้างเผือกครั้งนี้  เหมือนกับว่าคนที่สอบได้จะเป็นการจุดประกายความฝันว่า ไกล้จะถึงฝั่งฝันแล้วนะ    แต่คนที่สอบ
ช้างเผือกไม่ติดนี่สิ  
 

 

  แทบ  สิ้นหวัง หมดพลัง   น้องๆที่อ่านเคยรู้จักคำว่า เซ็งโนโลกมั้ย  อาการมันแบบวืดๆ  
อยากจะบ้าตาย  คิดว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร  เรามาทำอะไรที่นี่   เบื่อหวะ  เรียนไปก็เท่านั้น  นั่งเหม่อลอยมองดูดาวที่
อยู่บนฟ้าและแสงสี  แดงยามค่ำคืน  เรามาทำอะไรกันที่นี่หว่า  นี่ละคืออาการเบื่อโลก  ที่ใครมาเรียนที่
กรุงเทพ
หรือตั้งใจมากๆแบบพี่ จะรู้เองว่าชีวิตนี้  ที่นี่คือสุดๆๆ   เพราะ พี่เอง
ทิ้ง  บ้าน  ทิ้งเพื่อน  ทิ้งความสนุก  ทิ้งความเฮอา 
ทิ้งทุกอย่าง   จากพ่อแม่ มาเพียงเพื่อ  ตามหาความฝัน ..............เหล่านั้น  ที่เราเรียกมันว่า  
“ นักเรียนนายร้อยตำรวจ   สามพราน”

           

 

           คำๆ หนึ่งที่ ผมเจ็บใจมากๆ เมื่อได้ยินจาก .....คือ   สอบติดก็ติด   ไม่ติดก็คือไม่ติด 
ไม่มีใครช่วยได้   ก็เรียนใหม่อีกปี ...ผมอยากจะบอกว่า งั้นมึงก็ลองมาเรียนเองดิ


          พูดมันง่าย  แต่ทำมันยาก....   

    วันเวลาผ่านไป ผมเองพยายามบันทึกและตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อไป  จนวันหนึ่งมีพี่ นายเรืออากาศเอาไดอารี่มาขาย 
เพียงแค่ได้เห็นรูปเครื่องแบบ และการฝึก มันก็ทำให้ใจมีแรงใจขึ้นมากๆ ตอนนี้ก็เดือนธันวาแล้วอีกไม่นาน ก็จะ  ปีใหม่ 
เราก็จะได้กลับบ้านไปเติมแรงใจ หลังจากที่เราจากบ้านมานานหลายเดือน




              พักเบรคแด่แรงใจคนช่างฝัน    บทกลอนนี้ เขียนลงไปหน้าสมุดของ  น้องๆเลยนะ 

 อุปสรรคขวากหนามที่ขวางกัน                              จงฝ่าฟันไปให้ไกลได้ตามหวัง
แม้เหนื่อยล้าจงสร้างเสริมเติมพลัง                          คนข้างหลังแม่พ่อเฝ้ารอเรา
ความสำเร็จข้างหน้ารอเจ้าอยู่                                  จงไปสู่หลักชั้ยไม่ขลาดเขลา
จงตั้งมั่นฟันฝ่าอย่ามัวเมา                                        เพื่อตัวเจ้าสมหวังอย่างตั้งใจ
ความลำบากจะทำให้เจ้าสู้                                        ให้เจ้ารู้หนทางไม่สดใส
จงอดทนตั้งมั่นสู้ต่อไป                                               เพื่อหลักชัยของเจ้าที่เฝ้ารอ
ความภูมิใจมากล้นจะบังเกิด                                     สู้ไปเถิดอย่ากลัวอย่ามัวหงอ
เตรียมความพร้อมของเจ้าให้เพียงพอ
                      เพื่อแม่พ่อดีใจในบั้นปลาย....

 




ต้นเดือน  กุมภาพันธ์  ....

    เวลาได้เลือนผ่านไปอย่างไม่มีคอยใคร ได้แต่ผ่านไปเรื่อย .....อีกไม่นานก็จะสอบเตรียมทหารแล้ว และวันนี้เองก็ได้รับใบสมัคร
 สอบของทั้งสี่เหล่าทัพ  เราทุกคนในค่ายต่าง   กรอกใบสมัครกันอย่างขมักเขม้น   ดีใจที่ได้ใบสมัครมาแล้ว แต่พออ่านดู  คนที่สอบเล่นๆอาจจะหมดกำลังใจเลยก็เป็นได้  เพราะรายละเอียดในการสมัครเยอะมากๆ  
เค้าคัดกันจริงๆ  แบบว่าเอ็งไม่เจ๋งจริงถอยไป 
  คัดคนที่จะเข้าไปเป็นนายคนก็อย่างนี้ละ การสอบพละ ร่างกาย สอบประวัติ  สอบสัมภาษณ์  
   ใจพร้อมกายก็ต้องพร้อม

 

 

 

       

 

 

 

    แด่แรงใจคนช่างฝัน   ซักวันจะเป็นของเจ้า
      
         อีกไม่กี่วันจะสอบปลายภาค ม.4 แล้ว  ผมก็ยังตั้งใจอ่านหนังสือ อยู่เหมือนเดิมแต่ดูเหมือนว่ามีพวกที่ถอดใจ สู้ไม่ใหว
หลายคนบางคนก็ออกเที่ยว กลางคืน เริ่มติดสาวกันแล้ว  บ้างคนก็เครียดขอไปคลายเครียดโดยไปเล่นเกมดูหนัง  ตามประสา
บางคนก็ท้อใจ  กับสิ่งที่ผ่านมากับัโครงการช้างเผือก ที่มีผู้ผ่านเกณไม่ถึง สิบคน เองจากเด็กทั้งค่าย  รวมทั้งผมด้วยที่ไม่ผ่านแถมคะแนนยังไม่ค่อยดีอีกแต่นั้นไม่ใช่บทพิสูจน์ (ผมยอมรับว่าผมก็ไปเล่นเกมเหมือนกัน 
ดูหนังบ้าง )
คลายเครียด
         ทุกอย่างของชีวิตเด็ก กวดวิชา ม.4 ที่ละทิ้งทุกอย่าง  มาที่นี่เพื่อความฝันกัน ทั้งนั้น   ............วันนี้ก็ยังคงเป็นการ
เรียนในคอร์ส ก่อนคอร์สสุดท้ายเหมือนที่ผ่านๆมาคือเรียนวิชา  ที่เกี่ยวกับการสอบเข้า ในเนื้อหา ม .4 ทั้งหมด แต่ได้เริ่มอ่าน
หนังสือมากขึ้น ทำโจทย์ข้อสอบ  บางวันก็ไปวิ่งที่สวนจิตรลดาที่อยู่ไกล้ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเตรียมการสอบเข้า รร ตท   สอบทั้งรอบแรกและรอบสองทั้งร่างกายและพละ   แต่ที่น่าห่วงคือ  รอบแรก ภาควิชาการ ที่  ถ้าไม่ผ่านรอบแรกก็จะไปสอบ
รอบสองไม่ได้  ......

        

 

 

 

 

     ..หมายความง่ายๆๆคือ  ถึงน้องๆจะหน้าตาดีหุ่นดี หรือนักกีฬาโรงเรียนอย่างไรแล้วแต่  แต่ถ้าโง่เค้าก็ไม่เอา
เหมือนกัน  ............ 

                                          กับชีวิตที่ต้องก้าวเดิน                บางครั้งก็ท้อเกินจะทนใหว
                                          ชีวิตที่ดูเหมือนยังยาวไกล         กำลังใจยิ่งอ่อนแรงลงทุกวัน
                                          กับเวลาที่ยังเหลืออยู่                  แม้อยากไปให้ถึงซึ่งความฝัน
                                          แต่ความทุกยังมีอยู่ทุกวัน          แม้ในฝันยังมีน้ำตา

 

       วันสอบเข้า เตรียมทหาร นั้นสอบไม่ตรงกันซักเหล่า ฉะนันมีสิทธี่จะสอบสี่เหล่า  ในช่วงคอร์สมีนานี้เป็นคอร์สที่ ทาง
รร.กวดวิชาจะรับเด็กจาก  ที่ต่างๆเพื่อมาเรียนกวดวิชาเพื่อสอบ เข้าเตรียมทหารเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะสอบ
ประมาณ 20  วัน  ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมไปจนถึงเวลาสอบ   รร.กวดวิชาแห่งนี้เป็นสถาบันหนึ่งที่ เปิดติว มีคนมาเรียนจำนวน
มากซึ่ง ดูได้จาก โบชัวคนมาเรียนมากก็ติดมาก แบ่ง ห้องๆต่างๆ ห้อง เอ   ห้องบี  ห้องซี   ตามแต่ละประเภทของเด็ก ผมเป็น
เด็กประจำ ด้วยความที่ว่าอยู่มาทั้งปี เบื่อกันทีกับที่นี่เบื่อแล้วไม่เอาแล้ว เราเรียนมามากพอแล้ว  อาจารย์ที่นี่สอนดีทุกคน
ผมเรียนมาพอแล้ว เพื่อนต่างๆจึกมักจะไปเช่าหออยู่ที่ ต่างๆไกล้ที่กวดวิชา พอดีว่าในระหว่างคอร์สติว คอร์ส  มีนา ที่มีเด็ก
มหาศาลมาเรียนที่ นี่  ผมได้รู้จักคนๆหนึ่ง
     เค้าชื่อ  พิเชษ   เสาแบน   ผมมักจะไปคุยเล่นกับแกและทำโจทย์กับแก อยู่เสมอ แกทำเหมือนกับว่าทุกข้อเป็นข้อง่าย
หมด แกบอกว่ากูมาจาก  หอครูวรรณ นครสวรรค์      ผมก็ไม่รู้เป็นอย่างได้แต่เห็นแกมองโจทย์ตอบ  ตอนนั้นเราสนิทกันแกสอนผมอย่างมากเหมือนกับว่า  ข้อสอบทุกข้อง่ายหมด อะไรจะขนาดนั้น ง่ายถึงขนาดที่ว่า มองโจทย
์ตอบ .....คิดเลขเร็วสุดๆ

             พิเชษ  เล่าว่า  ที่หอครูวรรณ    เป็นห้องแถวเล็กๆ  ที่อยู่ในตัวเมืองนครสวรรค์  มีนักเรียนประมาณ 40 คน มาเรียน
กับแกโดยแกไม่ได้โฆษณา เลยแม้แต่น้อยได้แต่ รับเด็กที่มาเรียน เชื่อมั้ยว่าเด็ก ที่มาเรียนกับแก  ล้วนแล้วเป็นเด็ก
โง่ๆทั้งนั้น เกรดไม่ถึง 2.0 กันเกือบทุกคน 
โครตโง่ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อพิเชษเท่าไร ได้แต่คุยกันสนุกสนานตอนนั้นไม่คิดอะไร
ได้ แต่หลอกถามสูตรต่างๆ  ซึ่งผมไม่รู้หรอก   ว่าแกคิดได้อย่างไง แต่ แกคิดไวมากคิดแบบแปลก จู่ๆก็มองโจทย์ตอบ
ทำผมอึ้งไปหลายครั้ง     
               และแล้วก็มาถึงวันสอบ    และก่อนสอบ  ผมได้คุยกับเค้าอีกครั้งเค้าบอกว่า ถ้า มึงสอบไม่ติดมึงไปเรียนกับ
ครูวรรณ แต่มึงต้องดรอปเรียนนะ  เพราะที่หอครูวรรณ เค้าให้ทุกคนดรอปเรียน  ..............................
......ผมก็หวังไว้ว่า  คงสอบติด  เช่นนั้นเอง  เราต้องสอบติดเข้าไปพร้อมกันสิวะ.............เออ

 

 

สู่วันสอบ
     
     และแล้วก็มาถึงวันสอบ เชื่อแน่ว่าทุกคนที่เคยสอบ และยังไม่สอบจะตื่นเต้นมากๆ  ที่จะได้สอบ เมื่อเข้าไปห้องสอบ
เหมือนกับว่ามีโต๊ะสอบเป็นพัน ๆ ตัววางเรียงรายในห้องสอบ เพื่อที่ว่า จะสอบพร้อมกัน  ออ  ลืมบอกไปครับ ผมไปสอบ
ที่สนามสอบ  มหาลัยรามคำแหง ครับ  ที่นั้นกว้างใหญ่มากและมีคนมาสอบยังกะมดเลยตอนนั้นดูแล้วว่าหลายแสนเลยทีเดียว   โหคนอะไรจะมากขนาดนั้นกูจะติดป่าววะ     แม่งเอ้ย รู้สึกสั่นกลัว เมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ
       ผมเข้าห้องสอบ โดยที่มีรุ่นพี่นักเรียนนายร้อยคอย  ตรวจ การทุจริต   และเริ่มทำข้อสอบของเหล่าตำรวจ เหล่าแรก    เค้าให้ข้อสอบมาและแล้วก็เริมทำขึ้น   ทุกคนในห้องกพันกว่าคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทำข้อสอบ  การสอบดำเนินต่อไป ทุกคน
ได้แต่ก้มหน้าก้ม ตา ทำข้อสอบ   มีรุ่นพี่นักเรียนนายร้อยตำรวจมาคอยเดินตรวจกันอย่างเข้มงวดมากๆ
เพื่อความบริสุทธฺยุติธรรม   การสอบดำเนินไป ด้วยความเรียบร้อย   ใจทุกคนคงเหมือนผม  แม่งโครตยากเลยมี แต่
ของ ม.3 ที่ผมไม่ได้เตรียมตัวมาด้วย อัดแต่ของ ม. 4 ล้วน ๆ  บางข้อก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างมั่ว บาง เคล้ากันไป
ข้อที่ไม่ได้ก็เปิดผ่าน   โอ้ย  ปวดคอมากๆ   สุดจริงๆ
         

 

          

เรียนมา 1  ปี เต็มเพื่อ วันนี้วันเดียว      นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ มารวมตัวกันเพื่อ ชิงที่นั้งเข้าไป โรงเรียน
นายร้อยทั้ง 4 เหล่า
              วันนี้ผม สอบ เสร็จก็ขึ้นรถบาสกลับ  ค่ายติวด้วยความอ่อนเพลีย   โอ้ย หมดแรงหวะเพลียเหนื่อยสุด    
  ใครถามก็บอกไปว่า  พอทำได้.....(ไอ้ที่ทำไม่ได้ละ)    ไม่ค่อยอยากคุยกับใครเท่าไร  .....โอ้ยเครียด....ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
และแล้วผมก็สอบ อีกสามเหล่าเสร็จ   จากนั้นก็รอผลสอบเพราะทุกเหล่าจะประกาศผลสอบ ในวันที่ 15  เมษายน  xx  
ของทุกปี    ผมและพื่อนๆได้แต่รอลุ่นผลสอบทางอินเตอร์เน็ตกันอย่างใจจดใจจ่อ  มันน่าจะติดซักเหล่าเราเองก็ทำได้นี่หว่า
แม่งขยันมาทั้งปี  เพื่อสี่ วันนี้เอง ถือว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้ว
นะผมอย่างไรก็ช่างมั้น แต่มันน่าจะติดซักเหล่าสิ

และแล้วก็ถึงวันประกาศผล
      ผมไปดูผลสอบทางอินเตอร์เน็ต   ดูไปแล้วทำไมไม่มีชื่อวะ น่าจะติดซักเหล่า  ดูแล้ว ขึ้นมาที่หนึ่ง เลย
นายพิเชษ     เสาแบน โหทำไมเก่งจังวะ  เห้ยมีทุกเหล่าเลย
อะไรวะเนี่ย ทำไม่มีชื่อกู  ต้องมีดิ   แต่มีคนบอกว่านี่เป็นผลอย่างไม่เป็นทางการ  ต้องไปดูที่ รร นายเรืออากาศ ให้แน่ชัด.....
..............
ผมได้ไปดูที่ รร นายเรืออากาศในวันรายงานตัวที่เค้าจะรับรายงานตัวทั้งสี่เหล่าเลย

ผลปรากฏว่าไม่มีชื่อผม  ทางบ้านผม แม่และเตี่ยได้แต่นอน รอฟังข่าวจากผม
ผมพูดไม่ออกเลยไม่ รู้ว่าจะไปบอกแม่กับเตี่ยว่าอย่างไร ดี  ..............น้ำตา คลอเบ้าในเบ้าตาของผม ได้แต่ ไปนั้งริมสนามฟุตบอลกับเพื่อนที่สอบไม่ติดด้วยกัน   ..........เหอ ทำไงดีวะเพื่อนกูสอบไม่ติดหวะ  กูทำให้พ่อแม่ผิดหวังหวะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมสอบไม่ติด ซักเหล่าเลย ครับ .....

*******ความจริงครับ  เรียนคนที่อ่านนะครับ    เหมือนกับว่า การสอบนี้ต้องติวเสมอไป
ไม่ใช่นะครับ แต่เป็นวิธีการอ่านหนังสือที่ถูกต้องเท่านั้นเอง
ไม่จำเป็นต้องไปติวให้เสียตังก็ได้ครับ  มีหลายคนมากๆหลายหมื่นคนที่ไปติวแล้ว
สอบไม่ติดมากมายครับไปครับ  อย่าเข้าใจผิด คนไม่ติวติดเยอะเยะไปครับ *****
แต่การไปติวหรือไปกวดวิชา  มันจะได้เปรียบกว่าคนอื่นครับ  ได้เปรียบกว่า..ในเรื่องเทคนิคและวิธีทำข้อสอบ
ที่เราไม่รู้มาก่อน .
ความรู้สึกในตอนนั้นมันสับสนมากไม่รู้จะทำอย่างไงดี  ..........ว้าเหว่อยากฆ่าตัวตาย  .....................ทำไมชีวิตเราเป็นอย่างนี้วะ................................ ทั้งๆที่ขยันแล้ว ทั้งปีแล้ว
ผมไม่รู้จะโทรไปบอกแม่กับเตี่ยว่าอย่างไรมีแต่คนคอย คำตอบจากผม

 

 

น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ ได้รินใหลออกมาจากเบ้าตาของผม
                                                 น้ำตาลูกผู้ชายที่ผ้ายแพ้  ผมแพ้แล้วครับ

     ผมโทรไปหาแม่ ด้วยน่ำเสียงเศร้าๆ   แม่  ผมสอบไม่ติดครับ แม่   เสียงแม่เงียบไปพักหนึ่งๆ แล้วก็พูดขึ้นมาว่า  .   ........
....ไม่เป็นไรลูก  หนูทำดีที่สุดแล้ว   แม่ปลอบผม  แต่ผมยังสอึกสอื้นอยู่   ด้วยความเสียใจ ระหว่างกลับมาเก็บของ ที่
สถาบันกวดวิชา หลังจากสอบไม่ติด......        ผมได้มีโอกาศไปเจอพี่พิเชษ    เสาแบน     ที่เค้ามาที่ ค่ายติวของผม   
อ่าวไอ้บอล   ติดกี่เหล่าวะ...............ไม่ติดเลยหวะ      ...........ผมบอกไปเช่นนั้นและพี่หละ ติดที่ 3  ตำรวจหวะ  โหจิงดิ
โครต เก่ง   พี่เค้าบอกผมว่า  มึงไม่ต้องเสียใจ คนอย่างมึงเกรดอย่างมึงไปเรียนหอครูวรรณ ติดสบายอยู่แล้ว  เพราะ
แก เกรด 1.7 กว่าเอง

                ผมอายคนแถวบ้านมากๆ ที่ใครๆก็พากันคุยว่า ผมมาติวเข้านายร้อย เสียตังไปหลายหมื่น.....สอบเข้าได้แน่
แต่แล้ว  ผมทำไม่ได้ผมไม่มีหน้ากลับไปพบหน้าใครอีก  .............................................


พิเชษแกเล่าให้ผมฟังว่า หอครูวรรณ   อยู่ที่  จ.นครสวรรค์      อยู่ในเมือง  ครูวรรณ เป็นครูผู้หญิง  สอนคนเดียวทุกวิชา โดยแกจะรับผิดชอบเรื่องการสอนทั้งหมดและอีกคนคือ  อ.เทิน    จะรับผิดชอบเรื่องดูแลเด็ก
  และพละศึกษา หอครูวรรณเป็นบ้านชั้นเดียว  มีสี่ชั้น  และเด็กทุกคนที่มาเรียนกับแก  ต้องดรอปเรียน  มาทั้งสิ้นพูดง่ายๆว่าทุบหม้อข้าวหม้อแกงมาเรียน แกคิด ปี ละ สี่หมื่นบาท อาหารหากินเองจากร้านค้าแถวนั้น
ในใจผม ต่อต้านอยู่เสมอว่า เค้าสามารถสอนให้เด็ก
ทำข้อสอบได้ขนาดนั้นเลยเหรอ เค้าเล่าต่อว่า ครูวรรณ
มีลูกสาวชื่อพี่เก๋เมื่อตอนพี่เก๋ จบ ม หก พี่เก๋เอ็นทรานไม่ติด  ครูวรรณ
จึงลาออกจาก การสอนที่ รร ชายนครสวรรค์
มาสอนลูกสาวแก ที่จบม 6
 อีกหนึ่งปี จน สามารถ สอบเค้าคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ได้
                 ปีต่อมา  รับลูกศิษย์มาสองคน    สามารถสอนติว ดรอป เรียน ให้สอบเข้า
เตรียมทหารได้ทั้ง2 คน
               พออีก ปี  แกรับเด็กมาสอน
คราวนี้มีประมาณ 10คน  เด็กสามารถสอบติดได้ถึง 8 คน และที่สำคัญ
ทุกคนติด   สี่เหล่า  และจ่าอากาศทุกคน
             พอมาปีล่าสุด แกรับเด็ก เกรดเฉลี่ย ต่ำกว่า 2.00  ทุกคนมาเรียน(เรียกง่ายๆว่าเด็กเหี้ย) ขนาดที่ว่า
คูณเลขยังผิด   จำนวน 40  คน มาเข้าค่ายดรอปเรียน เป็นเวลาหนึ่งปี   จนสามารถทำให้ พวกเหี้ยๆที่กล่าวมา
สอบติดได้ถึงจำนวน  30  คน  จาก 40
คน ใน นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 44  (ไม่เชื่อไปถามได้)ครูวรรณสอนเน้น
ให้เข้าเหล่าตำรวจให้หมด ฉะนั้น
นักเรียนส่วนมากจึงมาจากเหล่าตำรวจ และในปีนี้เองมีคนที่มาจาก หอครูวรรณ 
สอบได้ที่
1เหล่าตำรวจ กับ  เหล่าทหารอากาศ ทำให้ค่ายกวดวิชาหลายๆที่ถึงกับตกใจ ว่า มีค่ายอย่างนี้ด้วยหรือ..
.........งงไปตามๆกัน
  และเป็นที่มา ว่าหลายๆ ค่ายได้มาเอาแบบอย่างมีการดรอป เรียน      
(ผมทราบดีอยู่แล้วว่า ซักวันหนึ่ง ค่ายกวดวิชาทุกค่ายต้องมาอ่านเว็บนี้ และบทความนี้   ผมรู้ล่วงหน้า  ว่าครูวรรณจะต้องดาผมแน่นอนที่เอาเรื่องของแกมา ลง   แต่ผมไม่ สน  เพราะผมเชิดชูแกในฐานะสุดยอดบุคคลในดวงใจครูหญิงของนายร้อยไทย )  
ลงบันทึกไว้วันที่ 29
ตุลาคม 2551
หลังจากเปิดตัวเว็บ21 วัน    อีกไม่นาน มันจะขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ของกูเกิล
          

 

 

 

เมื่อผมได้ยินดังนั้น จึงไม่รอช้า  ไปตายเอาดาบหน้า ขอเบอร์และที่อยู่พี่พิเชษ   และไปนครสวรรค์ ตามลำพังทั้งที่ไม่เคย
ไปมาก่อน ไปดูซิว่าไอ้ค่ายที่ว่ามันมีจริงหรือไม่  ไปดูด้วยตัวเอง
                 เมื่อไปถึงเข้าไปในซอย ตามที่ได้คุยกับพี่เชษ  ได้เจอผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่ง  เลยเข้าไปถาม  ขอโทษครับป้า 
หอครูวรรณอยู่ตรงใหน  ครับ ป้าคนนั้น บอกว่า ฉันนี่แหละครูวรรณ  ผมละตกกะใจ   ท่าทางแกเหมือนผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่งและ
ตึกห้องแถว  เลยได้นั่งคุยกับแกพักใหญ่   และบอกว่าผมสอบไม่ติด มาจาก ราชบุรี ครับ  พี่พิเชษ  เสาแบนแนะนำมาครับ
         เลยปรึกษาแกเรื่องย้ายมาเรียนที่นครสวรรค์ว่า อยากมาเรียนที่นี่ต้องทำอย่างไร
แกบอกคำเดียวครับ   เองไปดรอปเรียนมา หรือจะลาออกก็ได้   ...
............ซึ่งมันเป็นอะไรที่พูดยากมาก สำหรับการจะให้ดรอป
      

     

 

 

 

 


  สาเหตุที่ หลายคนไม่อยากดรอป  ในช่วงมัธยม เพื่อสอบเข้าเตรียมทหาร
            1. เพราะกลัวเสียเวลาเรียนไปหนึ่งปี มองอีกทีก็คล้ายๆ ซ้ำชั้นซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอายมากสำหรับมัธยม
            2. กลัวอายเพื่อนว่าเพื่อนขึ้น อีกชั้นแล้วเรามาเรียนกับรุ่นน้อง
            3. กล้วรุ่นน้องล้อเลียน และพ่อแม่กลัวว่าจะต้องมาช้าไปหนึ่งปี  กลัวไม่ทันเพื่อน
            4. คิดว่าวิชาในชั้นที่สูงขึ้นจะช่วยให้ ทำข้อสอบให้ดีขึ้น   ....

 

 


แต่พ่อแม่ กลับลืมมอง  อนาคตว่า   ลูกจะเรียนอะไรดี  จบมาทำงานเค้าไม่ได้มองว่า เราอายุเท่าไร  เราเรียนจบ
โรงเรียนอะไร มา หรือถามว่าเพื่อนชื่ออะไร   ต้องอายใคร   แต่สิ่งที่เค้าจะดูคือ คุณทำงานอะไร รายได้เท่าไร ตำแหน่งอะไร
  เค้าไม่ถามหรอกว่าคุณดรอปเรียนมาหรือป่าว  หรือ ม. 4 คุณได้เกรดเท่าไร  อย่ากลัว  ถ้าคิดจะมาเส้นทางนี้
ถ้ากลัว  ก็ถอยไป เพราะว่าชีวิตนี้ คุณจะไม่มีทางไปถึงฝันแน่
(ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว..ครับ)


             มูลเหตุที่สมควรดรอปเรียน
           - เรามีเวลาในการสอบนายร้อย ไม่เกิน อายุ 17 ปี  ถ้าสอบจากสายอื่นยากกว่าเตรียมทหารเยอะ  จงเลือกเอาเพราะ
อยากจะเครียดแค่ปี เดียวแล้วสบายใจตลอด ชีวิต หรือ  เครียดอีก 3 ปี หรือหรือวัดวาว่าจะทำงานอะไรดีในอนาคต  ก็ไม่ต้อง
เอาจริงมาก  เพราะ 4 สิ่งที่เรียกกลับมาไม่ได้คือ   คำพูด   เวลา    โอกาส   และชีวิต
        -หลายๆคน ชอบ ผิดหวังก่อนแล้วค่อยคิดได้  ว่าทำไมไม่ขยันเรียนตังแต่แรก  ตอนนี้ผมผิดหวังแล้วและมาบอกคุณแล้ว 
เลือกชีวิตคุณ ว่าอย่ากได้อย่างไร
-ถ้าเป็นปีสุดท้ายและ อยากที่จะเป็นอย่างมากถึงขั้นที่ว่า เกิดมาเพื่อสิ่งนี้อยากจะเป็นมากๆๆ แทบขาดใจ สมควรที่จะดรอป
เรียนซะ ดรอปเรียนเพื่อมาติววิชาที่จะสอบเข้าเตรียมทหารให้แน่นโครตแน่น ( หายาก ที่จะสอนแบบครูวรรณ)
           - การเรียนในเนื้อหาวิชาในชั้นสูงขึ้น และในโรงเรียน จะต้องเสียเวลาไปกับกิจกรรม การส่งงาน วิชาที่ โรงเรียน เพื่อน การทำการบ้านที่อาจารย์มอบหมาย....ใจก็แบ่งไปให้กับ รร ครึ่งหนึ่ง ใหนจะสอบ  โอเน็ท  เอเน็ท   แอดมิสชั่น ทำให้มีเวลา
ในการ เรียนไม่เพียงพอ ใจมุ่งไปเรื่องของ รร.  หมด
            -ครูวรรณบอกว่า ถอยมาอีกก้าวเพื่อจะ ก้าวไปในเส้นทางที่ถูกต้องย่อมไม่สาย เหมือนการครอปเรียน ถ้ามองในช่วงมัธยมมันเป็นช่วงที่กำลังก้าวเดินไปตามสเต็บของมัน   แต่เมื่อมองไประดับมหาลัย   จะสังเกตุว่า มีหลายๆ คน
มีการซิ่ว มาเรียนใหม่บ้าง ดรอปเรียนบ้างหรืออะไรต่างๆที่ เกิดขึ้น เพราะในช่วงมัธยมมองไม่เห็น ภาวะเช่นนั้น
        ภาวะแห่งอนาคต   ว่าเราชอบอะไร  แล้วสังคมชอบอะไร  เศรฐกิจชอบอะไร ต้องเรียนอะไร เพราะบางคนเรียนผิดสายรู้สึกไม่ชอบก็จะซิ่วมาเรียนสายใหม่   ........มหาวิทยาลัย คือ การเลือก สาย  อาชีพ  
ตลอดชีวิต  
  (อย่าเพิ่งงงอ่านต่อไปก่อน)

 

 

               หลังจากที่คุยกับครูวรรณเสร็จ ผมก็ลากลับไปที่กทม  ในช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ช่วงสงกรานต์   เลยกลับบ้านไป
ซะหลายวัน   และแต่ละวันก็ได้แต่หมกตัวอยู่ในห้อง นอนครุ่นคิด อยู่หลายวัน จนในที่สุด.......................
...ผมตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า.............


เริ่มชีวิตใหม่ ที่   หอครูวรรณ   นครสวรรค์
 (โปรดอ่าน )

 
หลังจาก วันนั้นวันประกาศผลสอบ ซึ่งผมสอบไม่ติด  เตียและแม่เสียใจมาก และผมร้องให้ไปหลายวัน ทำไมผมสอบ

ไม่ติดทั้งๆที่ ได้ขยันทั้งปี ทำโจทย์ตลอดทั้งปี    สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับคำตอบจากพี่พิเชษ  เค้าบอกว่า  ที่พวกมึงเรียนและค่ายติวต่างๆ  เค้าสอนกันอะ    มันผิดวิธี   มันเป็นการสอนที่ผิดวิธี มันไม่แน่น
กูเคยไปเรียนแล้ว  มันเป็นธุรกิจไปหมด   เค้าทำเพราะธุรกิจ  ให้นักเรียนมาเรียนเยอะๆ เช่น
คนเรียน  ห้าร้อยกว่า คน แต่เด็กสอบติด  ร้อยกว่ารอบแรกและรอบสอง   ติด  ห้าสิบอะไร
ทำนองนี้ อยู่ที่เด็กเองคนไปเรียนเยอะก็ติดเยอะ

    

 

เค้าเคยคิดถึงจิตเด็กบ้างมั้ย...............................
...............................ไอ้พวกนั้นมันเก่งด้วยตัวเองไม่ใช่ค่ายกวดวิชา มันเก่งมาก่อน แล้ว มาเอาเทคนิค  ที่ค่ายกวดวิชา
เพื่อสอบ  ..แต่หอครูวรรณ เค้าสอน   ขี้ดินให้เป็นดาว...................สอนด้วยใจ เด็กเลยติดเยอะ ........
.การสอบเข้าหรือการติวต้องมี แผ่นการ ต้องวางแผน ไม่เช่นนั้น  ยากนักที่จะสอบติด

ส่วนแผนจะเป็นอย่างไรนั้น มึงไปลองเองแล้วจะรู้  เชื่อกรู  พี่เค้าบอกยังงี้   สิ่งดีๆๆจะเกิดขึ้นกับมึง
หลังจากนั้นผมจึงชวนเพื่อ  คนนึ่งที่ มีความฝันเช่นเดียวกันไปดรอปเรียนด้วยกันที่นครสวรรค์  ซึ่งเค้าก็อยากที่จะสอบเข้าให้
ได้เหมือนกัน แต่เค้าเรียนสายศิลปจึงไม่มีโอกาส  เรียนกวดวิชาซึ่งเป็นสายวิทย์     เพื่อผมชื่อ   กฤษชัย    ตันหลงขจร 
  (ทอป) เราอยู่ ราชบุรี ด้วยกัน รร เบญด้วยกัน มานาน    คอสที่หอครูวรรณ จะเปิด    ตนเดือนหลังจากพวกเตรียมทหาร
เข้า โรงเรียนแล้ว   และแล้ว ผมก็ตัดสินใจ ที่จะไปเรียนที่นคร สวรรค์ ด้วยที่แห่งใหม่ด้วยใจมุ่งมั่น อย่างเกินร้อย แม้ไม่รู้ว่า
ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  ผมอยากลองเพราะว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายมิเช่นนั้นอายุผมจะเกิน กำหนด ที่เค้าจะรับคนเพื่อสอบ
เข้าเตรียมทหาร 

 

 

ความลับที่ขมขื่น (น่าอายมาก )
    
      โดยผมเองได้ปิดเป็นความลับ ระหว่างแม่กับผมเพียงสองคน  ถ้าไปบอกเตี่ย เค้าคงไม่ให้ไปแน่เตี่ยได้ ทำตัวเงียบๆ เลิกหวังกับการสอบเข้านายร้อยของผม   คงคิดว่าพอกันที่ เมื่อสอบไม่ติดก็อย่าไปหวังเลยดีกว่า เพราะเตียเป็นคนกว้างขวาง
รู้จักคนเยอะ แกไปคุยไว้เยอะว่าลูกไปติวเข้านายร้อย หมดไปหลาย หมื่น  คงต้องสอบติดแน่ๆ ใครได้ฟังก็คิดเช่นนั้น  
แต่หารู้ไม่ว่าเมื่อผมสอบไม่ติดแล้ว  สิ่งที่เคยคุยโต  ไว้กลับไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใหน  รสชาติเช่นนี้ ผมเข้าใจ ดี  น้ำตาลูกชายได้ใหลไปแล้วเมื่อสอบไม่ติด 

           บทความอันหนึ่งที่ผมค้นพบเจอในสมัดบันทึกของผม หลังจากที่ ผมสอบไม่ติด  ในปีแรก  แม่ มาเขียนต่อ จากที่ผม


เขียนบอกกับตัวเองว่า   ผมสอบไม่ติด

              

 

          ในช่วงนั้น ผมชอบฟังเพลง   รอยยิ้มนักสู้  ของ  เสกโล โซ  และก็เพลง   ผู้ชนะ ศรัทธา  ถ้าใครได้ฟังและ
คิดตาม
จะต้องรู้สึกแบบผม  ดังนั้นเรื่องของความลับนี้ จึงเป็นความลับที่อึดอัดตลอดเวลาที่ ผิดเตี่ยมาตลอด  
ในช่วงแรกๆ     หลังจากสงกรานไม่นาน ก็ไกล้จ ะเปิดเทอมของ
นักเรียนธรรมดา อย่างเรา ๆ ผมเอง เมื่อตัดสินใจที่
จะดรอปแล้ว
จึงได้ขอเงินเตี่ยและบอกว่าจะไปเรียนต่อที่ กรุงเทพ ม 5 ต่อ  และเตี่ยคงไม่คิดอะไร คงคิดว่ามเรียน
ต่อ ม5  แต่แล้ว ผมก็
นัดแนะกับแม่และมุ่งหน้าเอาข้าวของเพียงกระเป๋าใบเดียวสู่ จ.นครสวรรค์  เพื่อไปรายงานตัวขอเข้าเรียนที่หอครูวรรณตามที่ใจได้ประสงค์ไว้แล้ว เรื่องเงินละทำยังไงดี ขอเตี่ยก็ไม่ได้  แม่
ของผมจึงตัดสินใจ
ขายสร้อยคอที่ใส่อยู่ และทรัพย์สิน นาฬิกาข้อมือ พอได้เงินมา  สองหมื่นกว่า บาท และเงิน
ในบัญชี มาครบ สี่หมื่นพอดี   ต้องเข้าใจว่าในตอนนั้น
จะไปบอกใครไม่ได้เป็นอันขาดวันที่  แม่ไปส่งผม  ผมถึงกับน้ำตาใหล (ผมพิมพ์ไปเห็นแม่อุตสาส่งเราถึงขนาดนี้ถ้าเราไม่ตั้งใจเรียนให้สมกับเงินที่แม่หามาให้ด้วย
ความยากลำบากอย่างนี้แล้ว   เราจะยังมีหน้าเกิดเป็นคนอีกหรือ     (ผมพิมพ์ไปน้ำตาก็ซึมออกมา
เมื่อนึกถึงวัน
เก่าๆ ที่ฟันฝ่ามาได้


           
                                “  แม่ครับ ผมจะเอาดาวมาฝากแม่ให้ได้ ”

 

 

 

            " ด้วยความขมขื่น และเจ็บปวด ในปีสุดท้ายนี้
       ข้าขออุทิศหยาดเหงือแรงใจและแรงกายข้าฯตั้งจิตตั้งใจ
       จะตั้งหน้าตั้งตาเรียนไม่ขอยอมแพ้

       ตลอดทั้งปีในอีกหนึ่งปีข้างหน้านี้  
    
  เพื่อความฝัน ของข้าฯและพ่อแม่ของข้า
       ขอพรแม่ของข้าฯโปรดดลบันดาลให้ข้าฯมีใจที่จะศึกษาเราเรียน
       ในปีสุดท้าย........นี้  ข้าฯขอสัญญา "






แม่ของผมไปส่งผมที่นครสวรรค์  และขากลับแม่ไปทำเรื่องดรอปที่ รร เก่าของผม  ที่ รร วัดมกุฏกษัตริย์ ที่ กทม   ตอนแรกผมจะไปขอดรอปเอง  แต่ผมอาย  เพื่อเก่าๆ อาจครูอาจารย์  ที่เราสอบสอบไม่ติดเพราะ เพราะเราตังใจ
ไว้เยอะ เราขยัน และเพื่อน ชอบล้อว่า  ติดแน่นอน 4 เหล่า  บอกตามตรงว่าอายมาก เลยไม่กล้าไป
เมื่อแม่ไปถึงไปขอยื่นเรื่องขอดรอปเรียน
แต่ทว่าทางโรงเรียนไม่มีนโยบายให้ดรอป  จะกระทำได้อย่างเดียวคือ ต้องลาออกจากโรงเรียน สถานเดียว    เมื่อผมได้ยินเช่นนั้นจึงอึ้งไปพักหนึ่ง  เมื่อตอนนั้น โทรศัพย์มือถือ ยังไม่มี การติดต่อลำบาก มาก คือ ต้องหยอดเหรียญ
  โทรไป....    ผมคอยแม่เรื่องดรอปอยู่พักนึง รอนานไปรู้สึกว่า
       ผิิดสังเกตุเลย โทรไปหาแก..   เมื่อแม่รับสาย..  และบอกผมว่าเค้าไม่ให้ดรอป  ต้องลาออกอย่างเดียว เท่านั้น
  เอาลาออกก็ลาออกในเมื่อมันเป็นปีสุดท้ายแล้วก็อยากจะหนุนกำลังใจและความมั่นใจของตัวเอง.....
ผมจึงบอกแม่ไป ว่า แม่ ครับ ลาออกก็ลาออก ช่างแม่ง เป็นไร ยังไงตอนนี้ก็เหมือนลาออกอยู่ดี ..
...ให้ฟ้าได้รับรู้ไปเลยว่า จะให้ข้าฯเป็นอะไร
  

      

 

       ข้าฯ นาย วสันต์    เตียวตระกูล  อายุ 16 ปีย่าง 17  ปี ตอนนี้ ไม่มีที่เรียนแล้ว อยู่ในสถาณะ ดรอป
(ลาออกจากโรงเรียน)
             ได้ตัดสินใจมาเรียนที่ นครสวรรค์ เลือกทางเดินนี้ให้แก่ตัวเอง แล้ว
ตอนนี้ ไม่มีแฟน ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีก ตั้งหน้าตั้งตาทำฝันให้เป็นจริง
ตอนนี้ผมมาอยู่ที่หอครูวรรณผมมาคนเดียว ผมไม่รู้จักใคร ผมไม่มีเพื่อ  ผมมาที่นี่กับเพื่อนสนิทคนนึ่งชื่อท๊อป  เรามาด้วยกัน 
ผมได้พัก อาคารชั้นสี่ บนสุดกับเพื่อนๆ ตามยะถากรรมเดียวกัน คือ ดรอปเรียน กว่าห้าสิบกว่าชีวิต 
ที่ได้ดรอปเรียนมา   เรียนร่วมกัน ในช่วงนี้ครูวรรณแกมีวิธีการสอนแปลกๆ ไม่เหมือนใครหรือที่ใหนๆ ที่ผมเรียนมา คือแกจะสอนแนวจิตวิทยาทั้งหมด เพราะหอเรามีแต่คนโง่ๆ  มาเรียน ไม่เหมือนที่อื่น ศูนย์รวมความโง่...
เราต้องมีแผนการ

(สิ่งที่จะเล่าให้น้องๆ ฟัง พ่อแม่ ผู้ปกครอง  หรือค่ายกวดวิชาที่เข้ามาอ่าน จะเอาไปทำก็ไม่ว่าหรอกครับ
เพราะคุณทำไม่ได้หรอก
ยกเว้นครูวรรณแล ศิษย์ครูวรรณ)
แกบอกว่า เราจะต้องทำคณิตศาสตร์ ให้แกร่งก่อน เดี๋ยว วิชาอื่นดีเอง ฉะนั้นตอนนี้เลยอัดแต่ วิชาคณิตศาสตร์ อย่างเดียว
ตารางเรียน 
ในทุกๆวันเราจะเริ่มเรียน
ตั้งแต่เวลา 09.00
น ถึงเวลา 12.00
พักทานอาหาร ที่หากินเอง(อยากกินอะไรสั่งเอา แถวนั้น)
เริ่มตอนบ่าย 13.00น.ถึงเวลา 16.30
น.-17.30 น.
พักตอนเย็น(จะทำอะไรเชิญ)
เข้าช่วงค่ำ เวลา 19.00
น.ถึงเวลา 23.30 น.
และเข้าเรียน24.00
น. 02.00น โดยประมาณ บางทีก็ถึง 06.00 ก็มี

บางคนอ่านตรงนี้แล้วอาจจะดูไปแล้วว่า เวอร์หรือป่าว เรียนหนักขนาดนี้ หนักไปรึป่าว แต่ทำจิงๆๆนะ  ดรอปเรียนเวลามันเยอะ 
เหลือเฟือ หลักจิตวิทยาของครูวรรณ  บอกไว้ว่า

ถ้าพวกมึงคิดจะเป็นคนเหนือคนมึงต้องอดทนเหนือธรรมดา หมายถึง ถ้าพวกคนโง่ๆๆอย่างพวกมึง อยากจะเอาชนะไอ้พวกเก่งๆได้มึง  ต้องเก่งกว่ามัน ขยันกว่ามันทำมากกว่ามัน ทุ่มเทกว่ามัน ถึงจะชนะ
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งถ้าจะเปรียบกับการ เล่นเกม ra 2  เหมือนกับว่าเรารู้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีรถอะไรบ้างรถถังกี่คน  มีฐานทัพที่ใดเล่นเก่งแค่ใน เป็นตนควรที่จะเอาอะไร
บุกดี อย่างเช่นถ้ามันมีป้อมปืนเยอะ เอารถถุงพันธมิตรเข้าไปก็ตายยังเขียด
อีกอย่าง คือ 
บรรยากาศในตอนกลางคืนน่าอ่านหนังสือกว่าตอนกลางวัน ....อันนี้ของจริง
การสอนดำเนินไป ครูวรรณเริ่มสอนแนวจิตวิทยา ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เด็กที่มาเรียนที่นี่ทุกคน เกรดไม่ถึง 2.0 เป็นไปได้ไงขนาดนั้น  ครูวรรณแก ให้พวกผมฝึกทำคณิต ตั้งแต่ พื้นฐานทั้งหมด ตั้งแต่สูตรคูณเลยก็ว่าได้ เริ่มปูพื้น
ที่ละเรื่อง
ที่ละนิดๆ  ขอสงวนวิธีการสอนบางอย่างของครูวรรณ ไว้เป็นความลับและความภาคภูมิใจส่วนตัว

บอกให้ก็ได้ทำไมต้องทำคณิตศาสตร์ก่อน   เพื่อว่าจะฝึกคำนวนให้เส้นประสาทในสมองได้พัฒนาไงละ
เมื่อเส้นประสาทได้พัฒนา จนถึงระยะหนึ่งแล้ว จะอ่านวิชาใหนต่อก็ง่าย


การเรียนของผมดำเนินไป  บางวันจะมี ชั่วโมงว่าง ที่ครูวรรณแก จะออกไป หาอะไรทาน ให้พวกผมทำโจทย์   เองไปพลางๆ
หรือเคลียงาน......งานของแกคือข้อสอบที่ผิด  ต้องไปแก้และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง......
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมโดนด่า เพราะนั่งทำโจทย์โดยมีเพลงฟัง ใส่หูซาวเบาร์ ประกอบกับทำโจทย์ไป จากวันนั้น
ได้รู้เทคนิคต่างๆที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยใน แตกต่างจากการกวดวิชาทุกๆค่ายที่ผ่านมา เพราะว่าทุกค่ายที่ผ่านมาจะ
จ้างอาจารย์มาสอน เป็นชั่วโมงๆ
ไปจนกว่าจะครบ
ชั่วโมงครบคอร์ส
นั้น ที่เปิดกันอยู่ในทุกวันนี้ การผมได้เรียนที่นี่(หอครูวรรณ) ผมมีความสุขมาก จะมีใครซักกี่คน ที่มาทำกับ
เราแบบนี้ จะมีด่าบ้างสอนบ้าง ตามประสาครูวรรณ  เพราะแกจะรู้ว่าพวกเราแต่ละคนเป็นอย่างไร  โดยแกจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า  เครดิตคนขยัน
ใครเรียนดี  ตั้งใจขยัน เครดิตดีแกก็ไม่ค่อยดา  แต่ใครชอบหลบ ไม่เรียน  เครดิตก็จะเสีย...  คำสอนวันหนึ่ง
ได้สอนไว้ว่า  ที่พวกมึงเคยเรียนมา ลืมไปซะ เราจะมาเริ่มใหม่ทั้งหมด  ไอ้พวกเก่งๆที่มันหัวดีๆ ไม่โง่เหมือนพวกมึงมันสอบไม่ติดเพราะมัน  เรียนผิดวิธี เรียนแบบ ไม่แกร่ง การที่เราจะแกร่งนั้นหมาย ถึงเราจะต้องไม่มีจุดบอร์ดถึงจะ สู้ พวกผมได้รับการสอน ทุกเม็ดเลยก็ว่าได้   ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ
บันทึก การทำได้อารี่ การอ่านหนังสือที่ถูกต้อง การทำโจทย์ควรทำอย่างไร ให้ดี  เรียนเก่งกับทำข้อสอบเก่งต่างกัน  จะอธิบายให้ฟังคร่าว ๆ นะครับ
การทำโจทย์คณิตเนี่ย จะต้องมีพื้นฐานการคิดเลขที่ แน่นเสียก่อน หมายถึงการเข้าใจอย่าง
ลึกซึ้ง  สุดขั้ว  จึงจะสามารถคิดข้อยากๆได้ คือเราต้องปูพื้นก่อน โดยที่ข้อสอบ
โดยทั่วไปๆ ใครๆก็ทำได้คือ ข้อสอบชั้นเดียว พอมาเจอ สองชั้น สามชั้น หรือแอดว้าน ละจบครับ แม้แต่ว่าทำข้อสอบ
แอดว้านได้   แล้วจะทำได้ รึป่าวละครับ    คนส่วนมากชอบข้อสอบง่าย  แต่หอครูวรรณชอบข้อสอบยาก  
ข้อสอบง่ายๆ 
ใครๆ
ก็ทำได้  แต่ระวังข้อสอบง่ายเป็นผี นะ  ข้อสอบชอบหลอกอะ  แสนจะง่ายคิดออกมา ผิดแต่มีคำตอบ จิงมั้ยครับ  แต่ข้อสอบยากนั้นคนที่เก่ง  แกร่งจริงเท่านั้นที่จะทำได้
อย่าพึ่งเข้าใจผิด กว่าพวกผมจะทำข้อสอบ ให้ได้ ถึงขนาด ที่ว่า มองตอบ ผมผ่านข้อสอบแนวๆนั้น มาเป็นร้อยๆ พันๆ
ข้อเลยทีเดียว  รวมแล้ว เป็น แสน ข้อ   เพราะ พวกเราเฉลี่ย  ทำข้อสอบ ต่ำๆ วันละ 300ข้อ  30 วันก็ 9000  ข้อ  10
เดือน  90000  ข้อ เกือบแสน... ยิ่งช่วงหลังอัดหนัก รวมแล้วก็ประมาณแสน   เพราะครูวรรณ แกชอบ
คิดข้อสอบ มาอัดพวกผมทุกวัน ทุกเวลา จับเวลาบ้าง ที่ไม่เหมือนใครที่ใหนสอนกันด้วยใจ
และที่สำคัญคือแกจะเน้น อังกฤษก่อนนอน ทุกวัน  ..เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเก็บทีหลัง โดยวิชาภาษาอังกฤษต้องยอมรับว่า บางคนถึงกับไม่เอาเลยทีเดียว แต่แล้ว มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ยิ่งสมัยนี้เป็นวิชาสำคัญในการสอบเลยทีเดียว...
หตุผลง่าย  ..เพราะมันไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่เรา

 

 

อยากสูงต้องเขย่ง    อยากเก่งต้องขยัน

 

 

 

 

เวลาผ่านไป 3 เดือน (แค่ 3 เดือน )
เด็กในค่ายนี้ทุกคนดูแกร่งขึ้นเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการ ทำโจทย์ทุกวัน รวมๆแล้ว ก็หลายๆพันข้ออยู่หลายๆสิบรอบ
จนเกิดความ สามารถ ด้านการทำข้อสอบ  แบ่งเป็น 4 ระดับ
คือ   
     ชำนาญ     สามารถทำข้อสอบข้อนั้นได้ดี
          เชี่ยวชาญ  สามารถทำข้อสอบนั้นได้ดีและเร็ว
                 ช่ำชอง   สามารถทำข้อสอบนั้นได้ทุกข้อ เร็วมาก
โชกโชน   เขี่ยๆ มองตอบ   


การทำโจทย์เป็นเช่นนั้นจริงๆ แรกๆที่ทำเหมือนกับว่า ทำไมต้องมาทำซ้ำทำซ้อนอยู่เรื่อย
ผมก็เซ็งแต่เมื่อมีการทดสอบครั้งสุดท้าย

  ก่อนที่จะเข้าสู่การ เรียนวิทยาศาสตร์คือเราจะต้องทดสอบ วิชาคณิตให้ผ่าน รู้สึกว่าข้อสอบที่เคยว่ายากเมื่อสมัยก่อน แม่ง    ง่ายชิบ........เหมือนกับว่าความรู้เริ่ม เต็มหัวอยากทำข้อสอบ อยากทำอยากลอง ....รู้สึกว่าชอบคณิตศาสตร์ระบบการคิดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่ได้มาอย่างมากมายคือระบบของ สูตรลัดต่างๆไม่ต้องพูดถึง คิดตามหลักกลับเร็วกว่าสูตรลัด และกลายเป็นสูตรลัด เองโดยไม่น่าเชื่อ

 

 

 

ระบบเปอร์เซนต์คณิตคือ  เราต้องเร็ว คิดให้ไว  โดยตอนท้ายของการสอนแกจะจับเวลาเป็นว่าเล่น  อ่าว  .50 ข้อ  ห้าสิบนาที   ลดลงมาเรื่อยๆจนเหลือ สามสิบนาที  (ข้อเน้นย้ำ อย่างมากคือ  ห้ามดูเฉลย  คนดูเฉลยคือไอพวกยอมแพ้ง่ายๆ)


จบหลักสูตร  วิชาคณิตศาสตร์  ระดับ ม 1 2 3  ม 4  และ ม5  บางเรื่องและ

ภาษาอังกฤษ  30 %


หลักสูตร วิชาวิทยาศาสตร์
และภาษาไทย
หลังจากสอบเสร็จ  ครูวรรณก็ให้พักหนึ่งวัน พวกผมเลยถือโอกาสไปเดินเล่นที่ตลาด ในเมือง  ไม่ไกลมาก  รู้สึกผ่อนคลาย
เหมือนกัน   และวันนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  แม่กับเตี่ย และแป๊ะ  มารออยู่ที่ บริเวณบ้านพัก
ของหอครูวรรณ ผม  ละทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าพวกแกมาได้ไง แต่ ผมก็ดีใจที่เตียมา เยี่ยมผม ซึ่งนับไปตอนนี้ก็สามเดือนกว่า
แล้วที่ ผมมาเรียนที่นี่   ....และเตียก็พาไปกินข้าวในเมือง  ตอนเย็นๆก็มาส่ง 
คำๆเดียวได้ยินจากปากแกก่อนที่แกจะกลับไป    ..........ตั้งใจเรียน นะลูก เราเป็นลูกผู้ชายต้องอดทน
(คำๆ เดียว ที่ ไม่ได้ฟังเตี่ย พูดมา กว่า 5 เดือนหลังจากผมสอบไม่ติด  )
มันเหมือนกับเป็น ประกายว่า นี่คือโอกาศสุดท้ายแล้วที่ผม จะได้ทำหน้าที่ ผม อยากจะทำคือ สอบเข้า โรงเรียน
เตรียมทหารนี้
ให้ได้  เราต้องทำให้ได้ ผม กลับเข้ามาเตรียมตัวและทำโจทย์ไปพลางๆ เขียนบันทึกเรื่องราว อันน่าภาคภูมิใจนี้
ไว้ในไดอารี่ "  พร้อมกับหยดน้ำตา ของลูกผู้ชายคนหนึ่ง
ว่า เราจะทำให้ได้
"
ประทับตราลงในกระดาษหนึ่งหยด   เราจะต้องอดทน
ต่อไป เราจะไม่เล่นเกม  ไม่หนีเที่ยว ไม่ไปใหนทั้งสิ้น  เพื่อความฝันสิ่งนี้  ......
การที่เตี่ยมาเยี่ยมผมในครั้งนี้เหมือนกับว่าเป็นแรงใจให้ผม มีกำลังใจมหาศาล ทางบ้านเค้าคอยเราอยู่    ความผิดหวังจาก

ปีที่แล้ว ....ตั้งใจสิวะ
ผมบอกกับตัวเองเช่นนั้น......บอกกับใจเช่นนั้น..  
เราหลบหน้าคนทางบ้านมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะอายมัน เรากลัวมันเราต้องทำได้สิ......ผมกล่าวกับตัวเองเช่นนั้น

 

หอครูวรรณ

 

 

วิชาวิทยาศาตร์และภาษาไทย ครูวรรณได้แบ่ง  การสอน ออกเป็นภาคทฤษฏีและการคำนวณ   วันนั้นแกพาผมไปขนหนังสือจากอีกบ้านมา  ไว้กับตัวเอง  เมื่อเข้าไปโอ้พระเจ้าช่วย   หนังสือเยอะมากๆๆ ยังกับร้านหนังสือ 
เลยที เดียว   เอาไปเอาคนละชุด   โหผมรีบเข้าไปไม่อยากเชื่อว่านี่คือหนังสือทั่วประเทศ ที่ครูวรรณได้รวบรวม  มาและได้สอนรุ่นพี่ของผมติดไปนักต่อนัก แล้ว ผมได้ขนออกมาในส่วนของผม นับได้เฉพาะวิชา วิทยาศาสตร์อย่างเดียว
 18   เล่ม   ไม่เชื่อใช่มั้ย แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ    หนังสือทุกเล่มก็จะมีร่องรอยของ เหล่าคนที่เตรียมสอบ เข้านายร้อยกัน
มันผ่านมาแล้ว...ขีดเขียนประทับตราไว้ในหนังสือนั้น ......

 ผมขนออกมาและมาวางข้างๆโต๊ะที่ผมนั้งเรียน 
หลักการง่ายของวิชาวิทยาศาสตร์ ที่แบ่งออกเป็น  เคมี  กับ ฟิสิกส์  และ วิทยาศาสตร์  ม  ต้น   ซึ่งแกบอกว่าให้ เลือกเอาวิชาที่ชอบก่อนและ อ่านทฤษฏีก่อน
โดยผมเลือกเคมีและวิทย์ม ต้น มาทำ ซึ่งการสอนของแก แกจะให้ทำข้อสอบอย่างเดียว  โดยแกจะให้ไปอ่านในแต่ละเรื่องแล้วสรุปเป็นเรื่องที่ตัวเองเข้าใจ ผมเริ่มที่เคมี   โดยเริ่มที่
ละบท 
บท แรกของหนังสือแต่ละเล่ม  อ.ที่เขียนหนังสือแต่ละคน ทั่วประเทศไทย มาอยู่ต่อหน้าแล้วเรียนรู้ แล้วสรุป เป็นของ
ตนเอง ถ้าอ่านเล่มนี้ไม่เข้าใจ ก็อ่านซ้ำ ถ้าไม่เข้าใจก็อ่านเล่มอื่น  เหมือนกับว่า วิชานี้หลักสูตรมันเป็นอย่างนี้ แต่การสอนและอธิบายเราต้องเรียนรู้เอง
เราจะไปรอสอน มันช้า มันเข้าใจช้า  สู้เรามาอ่านเองแต่เรามีหนังสือหลายเล่มจะดีกว่า เพราะว่า เราจะได้ผลักดันตัวเอง และจะได้เข้าใจ เอง   ส่วนภาคคำนวณ  ฟิสิกเราจะเรียนตามหนังสือ   อ่าว  ....เอาหนังสือ ขึ้นมา   วันนี้เริ่มที่ วิทยาศาสตร์ 
ม . ต้น  ก่อน  เมื่อเรียนไปซักพัก  เชี่ยมั้ยว่า วิทยาศาสตร์ ภาคคำนวณทั้งหลาย ดูเหมือนว่าง่ายไปเลย ผล  จากการ
ที่เรา ชอบตัวเลข  เข้า สมอง เห็นตัวเลขไม่ได้  ชอบคิด คิดจนหมดบ้าน แล้ว พอเห็นตัวเลข ในหนังสือ
วิทยาศาสตร์และ  อ่านไม่มากก็สามารถ คำนวณตาม

ได้  มีสมการที่ต้องคิดนิดหน่อย   ครูวรรณ  บอกว่า พวกมึง   มีพื้นฐานคณิต ดี  เดี๋ยววิทย์ดีเอง   เป็นอย่างที่ครูวรรณพูดจริงๆๆ เวลาผ่านไป  ผมชอบเคมีมากๆจนศึกษาทะลุปุโปร่ง เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ที่สุด  ซึ่ง ครูวรรณได้
รวบรวม มากจากทั้วประเทศ   ขนาดเคมี  อ.อุ๊ยังมีเลย ซึ่งมาดูๆแล้วไม่ต่างอะไรเลยกับที่ผม อ่าน  ผมจึงได้  บันทึกเคร็ดวิชาเคมีทั้งหมดเลงใน ไดอารี่ส่วนตัว  ที่บันทึกไว้ทุกอย่าง จำแม้กระทั้ง จุดเดือดจุดหลอมเหลว  ตอนนั้น  ครูวรรณมักจะไม่ค่อยสอนทฤษฏีเท่าไร  มักจะให้โจทย์มาแล้วไป ทำมาสอบ  เอามาตรวจ  ทำโจทย์จนหมดไปหลายเล่มหลายรอบเข้าตำราเหมือนคณิต







และแล้วก็มาถึงบทพิสูจน์ การสอบช้างเผือก  ...ซึ่งเป็นสนามสอบของโรงเรียนนายเรืออากาศ     เป็นโครงการที่ทดสอบความรู้ความสามารถ ก่อนที่จะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารจริง  พวกผมที่หอครูวรรณ ทุก คนไปสอบช้างเผือก กันครับ บรรยากาศตื้นเต้นมาก
ปีที่แล้ว ผมได้ คะแนน  248 คะแนน จาก  700  คะแนน
ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ หมายความว่าจะสอบไม่ติดครับ   โอกาสสอบไม่ติด เตรียมทหาร  มี สูงมาก
แต่แล้วปีนี้ จากการที่ผมได้ มาเรียนที่หอครูวรรณ ผมก็หวั่น ๆ อยู่เหมือนกันว่าจะทำได้รึป่าวเลยไปสอบดู และแล้วออกมาก็มี
ความรู้สึกว่า ไม่มั้นใจเหมือนสอบที่หอ  แต่ก็มีข้อที่เราทำไม้ได้ เราต้องกลับไปฝึกใหม่  .....ยังๆๆๆ
รู้สึกเจ็บใจ



ไม่นานมา    คะแนนออกแล้ว  ผม ได้   480  คะแนน  จาก  700
คะแนน
ได้ที่ 4 ของกองบิน ตาคลี   ได้ที่ 38 ของประเทศ
รู้สึกดีใจมาก ทุกวิชาเป็นไปตามคาด เหมือนกับว่าเราพัฒนา ไปมากแบบ  สุดตรีน เลยทีเดียว แต่ยังมีบางเรื่องที่เป็นช่องโหว่กัน  คะแนนของเพื่อนในหอก็ไม่ทิ้งกันมาก  ส่วนใหญ่ก็ได้ สี่ร้อยกว่าทั้งนั้น มีประปราย ที ่ได้  สองร้อยสามร้อย 
นั้นคือพวกที่ไม่เอา  หนีเที่ยวติดหญิง

 

ข้อคิดการสอบช้างเผือก  ครับ  การสอบช้างเผือกเป็นด่านแรกที่เราจะวัดตัวเองครับ  หมายถึงว่าเรามีความรู้เท่าไรเราอัดไปเลยครับมันบอกอีกนัยว่า    
    เราควรกลับไปอัดวิชาใหน เราอ่อนวิชาใหนครับ.
...
 
ที่เรียนทุกที่ครับ จะต้องมีเด็กที่ถอดใจ พ่อแม่บังคับมา  ไม่เอาแล้ว  ไม่ใหว ติดหญิง มีแฟน (และล่าสุด ติด msn )
แก้ยากมากๆ  
อะไรประมาณ นี้ ซึ่งมีทุกที่อยู่แล้ว ทุกที่กวดวิชา  อยู่ที่ว่าเราจะควบคุมตัวเองได้รึป่าว
มาถึงจุดนี้แล้วผมพร้อมที่จะสอบ  ในระดับหนึ่ง   เหลือปะ ที่ ยัง รั่วอยู่



ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาแค่ 6 เดือน กับการสอนที่ถูกวิธี  รู้สึกไม่เสียแรงที่มาอยู่ที่นี้เพราะเราได้อะไรจากที่นี่เยอะมากๆ
เพื่อนๆ ที่ รู้สึกได้เลยว่าเราคือครอบครัวเดียวกับมัน  ขนาดที่ว่ายืมเสื้อผ้าใส่กันบางครั้ง  กกน  ก็มี  ร้องเท้าไม่ต้องพูดถึง ทุกช่วงเวลาที่มีการปล่อยพัก ผมซึ่งออกคนสุดท้ายเสมอมักจะไม่มีรองเท้าใส่  เพราะร้องเท้าจะถูกคนที่ออกแรกๆ  แย่ง
ไปหมด บางครั้งก็เดิน ตีนเปล่า ไปเซเว่น ไปกินข้าวอยู่เหมือนกัน ตลก  ดีเมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น
ดูแล้วตลกดี  แต่พวกเราก็ไม่โกรธกัน เราเหมือนครอบครัวเดียวกัน และที่ สำคัญคือ  ที่หอนี้ไม่มีของหาย เลยซักครั้ง
เพราะ เรามีป๋าคอยดูแลอยู่ทุกวัน 
บางวัน เครียดๆผมแอบหนีไปเที่ยว(ไปเล่นเกมวินนิ่ง  ra2 )  กับพวกไออ้วน  ไอเฟียต ไอมาย และกลับมาดึกๆก็มักจะโดนป๋า
(สามีครูวรรณ)  ซัดเอาด้วยท่อแอร์   เพี๊ยะ ๆๆ
ไอพวกที่นอนอยู่ก็ตลกกันใหญ่เหมือนเรื่องสนุกที่ผมได้ผ่านมา   ณ  จุดนั้น  สนุกมากๆๆขอบอก.....

 

 

เวลาผ่านไป และแล้วไม่นานในช่วงหลังปีใหม่ ครับ ..........ทางหอเรามีกิจกรรมใหม่คือ ให้พวกเราไปออกกำลังกายครับจากที่ไม่เคยออกกำลังกายมาเลยตลอดปี ไม่เคยเลย แม้แต่ครั้งเดียว   จริง  เราก็ได้ ออกกำลังกายกันเป็นครั้งแรกเหมือนร่างกายมันเกร็งไปหมดขาสั่น  จากที่เราได้แต่เรียนอย่างเดียว  นั่งทำข้อสอบจนราก
งอกเลย  พอมาออกกำลังกายรู้สึกว่า  โอ้โห ......แข้งขา ..ได้สัมผัสกับ หยาดเหงื่อ
มันก็ดีเหมือนกัน   ร่างกายรู้สึกว่าได้ขับพิษ ร้ายออกจากตัวเองจนหมดสิ้น  ป๋าพาเราวิ่งขึ้นเขา  อีโกรก  และแกก็ขี่มอเตอร์ไซด์
ตาม  ไป  เพราะแกวิ่งไม่ใหว   แกแก่แล้ว...
มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก  พอวิ่งไปถึงก็ไม่มีอะไรครับ ชม วิวซักพัก ก็วิ่งลงมาที่ รร. ชายนครสวรรค์   และไปฝึกพละอย่างอื่น
ต่อ 
พอมาตอนกลางคืนก็เรียนตามปกติเหมือนเช่นเดิม แต่คราวนี้ ครูวรรณ บอกว่า นี่คือกลยุทธ 
เราไม่ต้องออกกำลังกายหรอกขอให้สอบผ่าน
เดี๋ยวพวกเอ็ง  มีแรงเอง  เข้าใจปะ
(สำหรับคนร่างกายไม่บกพร่องนะ)
ค่ายกวดวิชาสวนมาก เรียนกวดวิชาก็หนักอยู่แล้วยังให้นักเรียนตื่น
เช้ามา ออกกำลังกาย
  ซึ่งมันเป็นการบังคับจิตใจกันมากไป
น้องอย่าลืมว่าเรา ยังไม่ได้เป็นนักเรียนเตรียมทหารนะครับ อย่าพึ่งมาบังคับ


เค้าไม่ได้มาสอบเค้าไม่รู้หรอกว่าเรารู้สึกอย่างไร......บ้าป่าว

  เค้ามักจะเอานักเรียนเตรียมทหารมาคุม...และซ่อมกัน....เพื่อ......

 

 

 

จนน้องๆ ไม่มีอารมอ่าหนนังสือ  อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะมันเหนื่อยๆ  
 ควรออกกำลังกายพอสั่งสอนหรือเป็นกฏเกณพอครับ



อ่าวทำโจทย์   ทำจนจะอวกอยู่แล้วแต่ช่วงหลังๆนี้หลังจากจบคอร์ส วิทย์กับไทย มา
ก็มาสู้ช่วงข้อสอบ ทั่วประเทศ   ที่เป็นการรวมมิตรข้อสอบต่างๆมากมาย ทุกวิชาเข้าด้วยกัน และจัด สภาพอากาศจำลอง  เหมือนสอบจริงทุกอย่างทำอย่างนี้เกือบทุกวันวันละ  สามรอบ คิดดูเอา  ช่วงสุดท้ายทำข้อสอบเฉลี่ย วันละ 500 ข้อ
โดยประมาณ โดยครูวรรณ จะเอาข้อสอบมามิกกัน  สรรหามาจาก ที่ใหนไม่รู้ ไม่ว่าจะข้อสอบ 10  ปีเตรียมทหาร  จปร 
ข้อสอบเก่า  ข้อสอบ เตรียมอุดม  ข้อสอบ  สสวท   ข้อสอบโอลิมปิก  ฯลฯ   
มากมายเหลือเกิน จนกระทั้ง 







สอบจ่าอากาศ

มาถึงการสอบของจริงนั้นคือ  การสอบ   จ่าอากาศครับ
ครูวรรณซื้อใบสมัครจ่าอากาศมาเมื่อวานนี่ เป็นวันแรกที่เค้าเปิดขายและ วันต่อมาก็สมัครเลย แกให้พวกผมถ่ายรูปเตรียมตัว
ให้พร้อม ครับเป็นจิตวิทยาครับ
เราต้องสมัครก่อนใคร เวลาชื่อออกมาจะได้อยู่อับดับต้นๆๆ
วันสอบจ่าอากาศครับ คนสอบเต็มเลยหลายพัน คนเลยทีเดียว


ข้อสอบจ่าอากาศ บอกได้เลยว่ายากโครต  ยากมาก  ยากทุกวิชา  ขนาดผมว่ายาก
น้องๆที่มาสอบพร้อมกับผมไม
่ต้องพูดถึง  โหหอผมยกทีมกันมาสอบครับ บอกว่ายากทุกคน   แล้วไอพวกคนอื่นๆละที่มาสอบจะเป็นอย่างไร


ประกาศผล จ่าอากาศ ครับ
วันนั้นเป็นวันที่ผมดีใจมากวันหนึ่งเหมือนกำลังใจ  ผมสอบติดจ่าอากาศ  ที่ 3
ครับ พร้อมกับเพื่อน ที่หอครูวรรณ   สอบติดจ่าอากาศทั้งหอครับ สอบติดทั้งหอ.สุดๆๆจิงๆหวะ  ถ้าสอบติดทั้งหอคง ฉลองกันตายหวะ...สุดๆ

สอบติดจ่าอากาศ  56 คน

วันนั้นจึงโทรไปบอกแม่ว่าสอบติดจ่า อากาศแม่และเตี่ยดีใจมาก.....เหมือนกับว่าเป็นแรงใจ ที่จะทำให้ผม มีกำลังใจในการทำข้อสอบเตรียมทหาร
จากเด็กคนหนึ่ง จากบ้านนอกอันห่างไกลวันนี้เราจะเป็นดาวให้ดู  ผมได้มีโอกาสไปสอบรอบ สองจ่าอากาศ ครับ การสอบรอบ
สองนั้น มีพละ สัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย  ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นมาตราฐานของ  4  เหล่าทัพอยู่แล้วครับ ผมได้มีโอกาสไปสอบพละศึกษา  หอส่วนมากก็มาสอบกันเพราะ มันว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร   มาลองก่อน   วันแรกตรวจ

ร่างกายที่ โรงพยาบาลภูมิพล ก็ไม่มีไร ร่างกายผ่านครับ  วันที่ สอง ไปสอบพละศึกษาโดยจ่าอากาสจะมี 5 สถานีครับ  
  เรื่องที่ ประทับใจที่สุดที่โรงเรียนจ่าอากาศก็คงเป็นตอนสอบ ว่ายน้ำครับ  คือโรงเรียนจ่าอากาศเนี่ยจะมีสระน้ำอย่างกว้างเลยอยู่กลางโรงเรียน  ผมมองดูแล้ว มันต้องมีปลาอยู่แน่ๆๆ  เพราะ
มันมีบัวด้วย อย่างขุ่น
ตอนนั้นถึงคิวผมสอบว่ายน้ำ ครับ ผมเข้าที่ 1  ทั้งที่ว่ายไม่เร็วเท่าไรแต่วันนี้ต้องว่ายเร็ว  เพราะ ปลามันตอดเข้าไปในกลางเกง
ว่ายน้ำ  จะหยุดกลางสระก็ไม่ได้กลัว น้ำลึก  เมื่อว่ายมาถึง อีกฝั่ง 50  เมตร เอามือลวงเข้าไป มีปลาอยู่ 2ตัวครับ พระเจ้าช่วย 
โห น่ากลัวดีนะมันไม่ชอนเข้าไป....
สยอง   ดีนะมันไม่ตอดเข้า ก้น ข้างหลัง พอขึ้นมา อย่างคันครับ โครตคัน สระน้ำเลี้ยงปลาเอามาสอบว่ายน้ำ....เหอๆ

 

วันต่อมาสอบสัมภาษที่ รร.จ่าอากาศ   
ก็ไม่มีอะไรครับ  ตอนสอบสัมภาษเค้าจะให้ถอดเสื้อ  เหลือครึ่งท่อนแล้วนั่งรอเป็นแถว  และให้เดินเข้าไปในห้องทีละคน
ผมเข้าไปในห้องครับ มีกรรมการอยู่ 3 คน และแน่นอน พอมาถึงก็รายงานตัว และเค้าก็ถาม เราก็ตอบไปตามตรง   เข็มแข็งแบบทหารเสียงดัง   เค้าจะถามเรื่องทั่วๆ ไป ถึงปฏิภาณใหวพริบ  ของเรา ครับ จนมาถึงคำถามสุดท้าย  ......
เค้าถามผมว่า ทำไมอยากเป็นนักเรียนจ่าอากาศ ......แน่นอน เพื่อนๆ  ผมที่ออกไปแล้วนั้น ผมถามเอาไว้แล้วว่ามันจะ
ตอบอย่างไร ส่วนมาก  เค้าจะตอบว่าผม อยาก รับราชการ อยากรับใช้ชาติครับ  


แต่ผมตอบ ว่า ......ผมไม่ได้อยากเป็นนักเรียนจ่าอากาศ    ครับ  ผมอยากเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจครับ    ......ผมมาสอบเล่นๆ 
มาลองข้อสอบครับ............................นั้นคือคำตอบ

คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผมสอบติดหรือป่าว  

 

 

 

อีกเดือนต่อมา การสอบเตรียมทหารไกล้เข้า มาครับ หลายๆโรงเรียนก็ปิดเทอมกัน แต่พวกผมทุกคน รอช่วงเวลานี้
มาเป็นแรมปี  กว่าจะมาถึงวันนี้ รอวันที่จะได้ทำข้อสอบอย่างเต็มที่ 
ต้องเข้าใจว่า ความว้าเหว่ของการไม่มีที่เรียนแบบสุดๆใน ชีวิตนี้ คงไม่มีใครกล้าแบบพวกผมอีกแล้วที่
ลาออกจากโรงเรียน ลาออกจากเพื่อนอันเป็นที่รักเข้ามาเพื่อสร้างอนาคตของตัวเองโดยลำพัง ด้วยหยาดเหงื่อ  แรงกาย และน้ำตาที่ร่วมฝ่าฟันกันมา.. ในเดือนสุดท้ายนี้ เด็กหนุ่ม ส่วนใหญ่ จะเข้าคอร์สเรียนกวดวิชากันทั่วประเทศ กันตามค่ายต่าง
แต่พวกผม กลับ ไปเดินทางเที่ยวตามที่ต่างๆไม่เรียนแม่งแล้ว เราแน่นพอแล้ว เรียนไปก็เดิม ๆบางทีผมก็ไป  ค่ายกวดวิชา
ที่เพื่อน อยู่และไปลองข้อสอบดู  รู้มั้ยครับเป็นไง  ข้อสอบที่เพื่อนผมติวกับสถาบันกวดวิชาต่างๆล้วนเป็นข้อสอบ เหมือนกับข้อสอบที่ครูวรรณ ได้เคี่ยวเข็ญให้พวกผมทำกันมาตลอดปีอย่าง โชกโชน  (มองตอบ) ได้เลยบางข้อนะ  เพราะมันเคยทำมาแล้ว

เหมือนกับว่าเที่ยวบินมันต่างกัน ความชำนาญมันต่างกัน อย่างไงอย่างนั้น

และแล้วก็มาถึงวันสอบเข้าเตรียมทหารของทั้งสี่เหล่า
ในทุกๆเหล่าผมก้าวมาพร้อมกับความมั่นใจที่พกมา กับดินสอ 2บี   2 ด้าม ดินสอลอตติ้ง   และยางลบ  ก้าวไปพร้อมที่จะ
ระเบิดมันแล้ว และวันไปสอบนั้นเองได้พบเจอเพื่อนสมัยก่อนที่เคยอยู่  กทม  ก็ดีใจครับ ผมโดนแซวเหมือนเดิมว่าหาว่าเบอย่างโน้นอย่างนี้ซุ่มเงี่ยบ อย่างนั้น   ปีนี้ สี่เหล่าแนนอน โดนแซวอย่างนั้น
ตามประสาคนที่เค้าอิจฉากันครับ  เริ่มเข้าห้องสอบ ผมกดมิด เลยครับทำแบบไม่ยั้ง  ข้อสอบแต่ละเหล่า เดิมๆที่เคยทำมา ทุกเหล่าเหมือนกับว่ายากหมด แต่ผมรู้สึกว่ามันง่ายนะเราทำได้ หนี่ไม่เห็นเหมือนปีก่อนเลยคนละความรู้สึก สภาพอากาศ ความกดดันเราได้ผ่านจุดนี้มาหมด  ผม ทำข้อสอบจนหมด ทั้งเลขและไทย   ยังงงอยู่ว่าเวลาเหลือ ตั้ง ชั่วโมง
กว่า  เลยไม่รู้จะทำอะไร  หลับดีกว่ามีข้อที่ทำไม่ได้อยู่บ้างและไม่แน่ใจ แต่ตรวจทานดีแล้ว
ผมรู้สึกดีมาก  น่าจะติดซักเหล่าน่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อสอบเสร็จ ก็ลงมาเพื่อนๆเก่าที่กทม  คุยเบทับกันใหญ่   ว่าข้อนี้
ถูกทำได้  ผมคงจะตอบเพื่อนเหล่านั้นได้คำเดียวคือ (แม่งทำไม่ค่อยได้หวะ)(ที่ทำไม่ได้อะ สองข้อนะ) 
แอบยิ้มในใจ ว่าน่าจะติดซักเหล่าหน่า  สอบสี่เหล่าผ่านไป  เหล่ายากที่สุดคงเป็นทหารอากาศ มั้ง เพราะมันยากมาก 
เค้าว่ากันนะ แต่ผมว่าผมทำได้ นะ ไม่น่าผิดเกิน  สี่ข้อ  เหมือนที่เคยเรียนที่หอครูวรรณอย่างไรอย่างนั้นเหมือนกับว่า ได้ฝึกฝน
มาดี ไม่รู้สึก ตื่นเต้นอะไรเลย ปกติสถาวะหวาดกลัวไม่มี  การเกรงคู่ต่อสู้ไม่มี รู้สึกดีมากๆเมื่อได้ทำข้อสอบแบบนิ่มๆๆ เพราะ
บางข้อก็ จำได้ เลยกาไปเลย ได้ข้อสอบฟรีๆ ประมาณวิชาละ  6 ข้อ...
ประกาศผลแล้ว ครับ
วันนี้ผมได้รับ โทรศัพย์จาก  ไออ้วน อมร เทพฯ  โทรมากบอกว่าผมสอบติดตำรวจ  ครูวรรณให้ไปที่นครสวรรค์ด่วน ขณะนั้น
ผม โหนรถเมลย์อยู่ และรีบลงจากรถเมย์วิ่งกลับบ้าน และกระโดดอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดีใจสุดชีวิต .......................แม่............แม่
ผมสอบติดแล้ว

ผมสอบติดรอบแรกตำรวจแล้วแม่ แม่ก็ดีใจกับผมพร้อมกับน้ำตาที่ใหลออกมา อย่างสุดซึ้งผมและแม่กอดกัน เกลียว  สิ่งที่ผม
ทำมาทั้งปี ไม่เสียเปล่า 
และรีบไปบอกเตียซึ่งนั้งอยู่หน้าบ้าน  เตี่ยผมสอบติดแล้ว เตี่ยก็อึ่งไป ไม่ได้พูดอะไร และรุ่งขึ้น จึงมุ่งหน้าไปนครสวรรค์ ไปยังหอครูวรรณที่ผมเคยอยู่ มา กว่าหนึ่งปี 
ได้รับทราบว่าสอบติดภาควิชาการ  25 คน  จาก ทั้งหอ 50  คน ที่ บางคนความรู้ยังไม่ถึงพอ ต้องเสียใจไปและแล้วครูวรรณก็ให้มาเตรียมรอบสองไว้ ทั้งพละสัมภาษ และการตรวจร่างกาย
และผมก็กลับบ้าน ไปเตรียมตัวหลังจากได้รับทราบจากครูวรรณ
 
13 เมษายน 2545 
คืนนี้จะมีการประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการ ทาง อินเตอร์เนตและโทรศัพท์  ตอนนี้ เน็ตเล่นไม่ได้ ได้แต่  โทรศัพย์  ผม ลองโทรไปถาม  สามเหล่าที่เหลือ   โทรศัพย์1900  ตอบรับ  กลับบอกว่าแสดงความเสียใจด้วย คะ ทั้งสามเหล่าทัพ โดยเฉพาะทหารอากาศผมงงมาก  มันไม่ติดได้ไงวะ เพราะ ถ้าทหารอากาศไม่ติด เหล่าอื่นไม่ต้องติดหรอกผมบอกกับแม่เช่นนั้นเพราะผมมั่นใจ เพราะทหารอากาศจริงๆแล้วเป็นข้อสอบยากมากๆ 
นั้นเหละหวานผม  ผมว่าผมผิดไม่เกิน 2 ข้อ ในวิชาคณิตและเคมี มันจะไม่ติดๆได้ไงวะ  คืนนี้เลยใจสั้นๆ 
ติดเหล่าตำรวจเหล่าเดียว 
....
พอรุ่งเช้าผมไปดู อินเตอร์เนต ประกาศ

 

 

 

 

ผล ว่าผมสอบติดภาควิชาการ 4 เหล่าทัพครับ
และผมก็ปริ้นมาให้เตี่ยกับแม่ดู...

 

 

                     บัตรสอบสภาพสบักสบอม จากการสอบ รอบสอง  ที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ   สามพราน

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

                   

 

 

     

        
          

   

                  

  

            

 

นี่ละครับ ประกาศผลสอบแล้ว ดีใจสุดๆๆ ที่ทำสำเร็จแล้ว
วันรุ่งขึ้นผมเลยไป รายงานตัวที่โรงเรียนนายเรืออากาศ  ดอนเมือง รายงานตัวทั้ง  4 เหล่าเลยครับ แล้วค่อยคิดอีกทีว่า จะ
เอาเหล่าใหน ดีวันนั้นเลยดีใจ แบบ ไม่สุดๆ แบบว่าดีใจ แล้วครึ่งหนึ่ง แต่ไม่สุดเพราะ ว่าไม่รู้ว่าจะตกรอบ
สองหรือป่าว
ต้องลองสอบดูเพราะผมก็ไม่เคยสอบเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร
เอาเหล่าใหนดีหว่า แต่อยากได้ ตำรวจหวะ ดันสอบติดหลายเหล่า    เครียดอีกละ จะนอนหลับมั้ย
ในคืนนั้นได้รับทราบจากเพื่อนว่าคะแนนตำรวจไม่ดีมากมีโอกาสหลุด แต่ถ้าไปเหล่า ทหารอากาศได้เรียนแน่
เราเองก็ลัง เลย 
  คืนนั้น

เลยบอกแม่ว่าสงสัยต้องไปทหารอากาศแล้วละแม่    กลัวหลุด พอรุ่งเช้า บอกเตียไปว่าจะไปทหารอากาศ  ตอนเช้านี้เตี่ยเลยงอนไปเลย  เตี่ยบอกว่า ถ้าไปทหารอากาศ ขอนอนรออยู่บ้านดีกว่า 
(เพราะเหมือนกับว่าแถวบ้านผม เหล่าตำรวจเท่านั้นที่เค้าจะดูยิ่งใหญ่ แบบว่าเท่
สุดๆเหล่าอื่นเป็นไปก็เท่านั้น ต้องเข้าใจว่าคนบ้านนอกเค้าคิดอย่างนี้)  
เตียเลยขึ้นรถเมื่อเห็นผมเอาทหารอกาศแน่และแกนอนหลับไปตลอดทางด้วยอาการซึมเศร้า อย่างแรง เพราะแกอยาก
ได้ตำรวจ มาก....เพราะแกผิดหวังกับ อาเจ็กผม ที่เมื่อตอนหนุ่ม  เตียเคยส่งเจ็กเรียนแต่เจ็กดันไปติดหญิง เตียเลยเหลือความหวังกับผมเป็นสิ่งสุดท้ายของแกแล้ว   ตลอดทางของการเดินทางผมคิดเสมอว่า  จะเอาเหล่าใหนดีเพราะลึกๆก็กลัวพลาด จึงชั่งใจ ว่า
 .....
แม่เลี้ยวไป รร. นายร้อยตำรวจสามพรานเลย  ให้ สวรรค์  ได้รับรู้ว่า ชาตินี้  ผมคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นตำรวจ  เท่านั้นคะแนน
ไม่ดีชั่งมั้น  วัดดวงกันไป ระหว่างทางเตี่ยได้นอนหลับแบบ ไม่รู้ตัว  เมื่อตื่นอีกทีกลับเป็น รร นายร้อยตำรวจสามพราน   นับแต่วินาทีที่แกรู้ว่ามา เหล่าตำรวจ
แก ยิ้มตลอดทางไม่หยุดเลย ผมพึ่งจะเห็นแกมีความสุขที่ลูกสอบได้ตามที่หวังนี่ละ
นี่ละน้าที่เค้าเรียกว่า สุข ของพ่อแม่
และผมก็มาสอบจิตวิทยาและภาวะวิสัย   การตรวจโรค ตามแต่ละวันผ่านไปด้วยดี
การตรวจโรคก็เหมือนที่ ได้ระบุไว้ในหนังสือ อย่างไงอย่างนั้นแก้ผ้าตรวจอย่างละเอียด เหมาะสมที่จะเป็นนักเรียน
นายร้อยตำรวจ





จนมาถึงด่าน การ สอบประวัติ
 
ด่านนี้ผมอยากภูมิใจเสนออย่างมากเพราะเค้าจะให้ จดหมายมายังโรงพัก ตามบ้านเกิดของเรา ซึ่ง เป็นโรงพักบ้าน
นอกแถว อ.จอมบึง ราชบุรี  คนที่โรงพักเคยรีดไถพ่อผมอยู่เกี่ยวกับการทำธุรกิจ รถเข็นดิน  เป็นครํ้งแรกที่ผมเข้าไปโรงพักอย่างภาคภูมิใจ  เพื่อเอาจดหมายไปให้ตรวจสอบประวัติ กับทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ว่าเรามีประวัติเสียหรือป่าว 
วันนั้น หลังจากได้ใบประวัติ แล้ว  ผมก็กลับไปที่โรงพักที่ ต.ด่านทับตะโก บ้านเกิดของผม  รถจอดลงที่หน้าสถานีตำรวจ  สภด่านทับตะโก    อ่าวมาทำอะไรไอหนู  “โดนคดีอะไรวะ  ไอ้หนู”  ป่าวครับ อ๋อเอา ใบสอบประวัติมาให้ครับ   คือ ผมสอบนายร้อยตำรวจติดครับ
แค่นั้นเหละ ครับ วิทยุแจ้งให้จ้าหละหวั่นเพราะ  ผมคือคนแรกของประวิติศาสตร์  ต.ของผมและหมู่ บ้านของผม....
  ข่าวว่าผมสอบติดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว  เร็วมากมันเหมือนกับ ความยิ่งใหญ่ในครอบครัวในวงตระกูลเลยทีเดียวเพราะผมเป็นคนแรกที่ สามารถสอบเข้า รร เตรียมทหารและนายร้อยตำรวจ
ได้  ของประวัติศาสตร์พวกที่เคยดูถูกผม กับหน้าตาซีดเซียวไม่กล้าเจอกล้าพบหน้า

โครตสะใจ หวะ......

 

จนมาถึง สอบพละศึกษา  ทั้ง 8 ด่าน

มึงไม่ต้อง  ออกกำลังกายหรอก เดี๋ยวสอบติด  มีแรงเอง....ทฤษฏีนี้  ได้ผลครับ
วันนี้เป็นวันสอบพละวันแรกประกอบด้วย  ดันพื้น  วิ่งเก็บของ วิ่ง 1000  เมตร วิ่ง50 เมตร  กระโดดไกล 
  ซึ่งแต่ละสถานีก็เป็น
ไปตามที่ ครูวรรณ คาดการไว้แล้วตามหลักทฤษฏี

         
           

 

   

คงจะเหลือเพียงผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอดปีสู่ยอดเขา ....
และแล้วผมก็ผ่านด่าน พละไปได้ไม่ยาก  เพราะคนที่ตกส่วนมากคือว่ายน้ำ  นอกนั้นไม่มีตก
การสอบพละนั้น หลายคน คงฟิตกัน มาตั้งแต่ รอบแรก กว่าหลายๆหมื่น 
คน ที่มีหน่วยก้านดี เหมาะกับการเป็นนายร้อย
เมื่อก่อนผมก็คิดเช่นนั้น แต่ผิดถนัด ครูวรรณ บอกว่า หุ่นดี โง่เค้าก็ไม่เอา เป็นอย่างที่ครูวรรณพูด เค้าไม่เอาจิงๆครับ
สอบพละเป็นแค่การตัดสินว่า   เราผ่านเกณมาตรฐานของเขารึป่าว
ที่เป็นตัววัดจริงๆๆ คือ ข้อเขียน ครับ
การสอบรอบสุดท้าย  สัมภาษณ์
วันนี้ผมมาแต่เช้า  มาถึงก็รายงานตัวและก็ถอดครึ่งตัวบนออก
และเขาจะวัดขนาดโดยทั้วไป มันเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากๆ  เพราะนี่เป็นครั้งแรกและครั้ง สุดท้ายในชีวิตของผม
เป็นไงเป็นกันผมคิดเช่น นั้น เค้าให้นั้งเป็นแถวเข้าไปสอบสัมภาษทีละแถว 
การสัมภาษก็ไม่มีอะไร  ให้รายงานตัวเสียงดังฟังชัด 



 

 

 

 

 

บรรยากาศเหมือนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคมีผู้คนมากมาย จากพ่อแม่พี่น้องต่างๆมาเชีย ข้างๆสนามกัน  อย่าล้นหลาม
ที่ครูวรรณเคยบอกไว้ ต่อให้ได้คะแนนพละเต็ม คะแนนรอบแรกไม่ดีก็ตกรอบสองได้ อยู่ดี
 ทฤษฏีนี้ ใช้ได้100 เปอร์เซน ครับ
ฉะนั้นคะแนนรอบแรก ผ่านมาแล้ว แน่นอน รอบสองเต็มที่
การสอบทั้งแปดด่านนั้นใช้เวลา สองวันโดยจุดเน้นที่ ด่าน ว่ายน้ำกับวิ่ง  ว่ายน้ำตกไป 32 คน  วิ่งตกไป หนึ่งคน 
ตอนนี้ คู่แข่งก็ค่อยๆโดน
ตัดไปทีละคนสองคนเหลือแต่ผู้ชนะเท่านั้น  ที่จะเข้าสู้ความเป็นนักเรียนนายร้อยได้
 เหมือนปีนภูเขา ที่ใครไม่ใหวก็ ตกเขาตาย ฝึกซ้อมมาไม่ดีก็ตกเขาตาย

 

 

 

 

             

 

 

 

 

ปฏิบัติตามที่เค้าสั้ง  ผมเองรีบทำอย่างเร็ว 
(เอาภาพมาให้ชม เพราะเหล่าตำรวจ บริสุทธิใจครับ เราไม่มีเส้นสาย)

เค้าให้วิ่งก็วิ่ง  เค้าให้หมอบก็หมอบ  ก็ทำตามที่เค้าสั้ง ด่านนี้ ใครๆ เค้าก็บอกว่า คนตกเยอะ  จิงป่าวหนอ
ก่อนออก มีเพื่อนผม โดนกักตัวไว้ เค้าบอกว่าฟันไม่สวย อีกคนโดนขาโก่ง
อีกคนโดน กักเรื่องหูกาง อีกคน เสียงเบาเรื่อง รายงาน ตัว ไม่เสียงดัง อะไรต่างๆมากมาย

 

                                             

( เค้าคัดเอาเทพบุตรประมาณนั้น )
และหลังจากสอบสัมภาสเสร็จ เค้าก็ให้กลับบ้านไป รอฟังผลทางอินเตอร์เน็ต....จากนั้นเตี่ยก็พากลับบ้าน
แวะกินข้าวที่กุ้งอบภูเข้าไฟระหว่างนั้นเอง ใจเต้นตุบๆ หลังจากที่ ได้ สอบ รอบสอง ครบทุกสนาม แล้วเหลือแต่ฟังผล โดยก่อน
กลับผมได้ นั่งรถผ่านศาลเจ้าพ่อสามพราน  จึงบอกให้เตียจอดและลงไป สักการะ ศาลเจ้าพ่อสามพราน ขอพร
แก่เจ้าพ่อสามพราน   มีใจความว่า กราบเจ้าพ่อสามพราน ที่ลูกเคารพนับถือ ผู้ดูแลโรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งนี้ บัดนี้ลูกได้สอบรอบสอง
ของ รร
นายร้อยตำรวจแห่งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากลูกมีบญวาสนาจริงขอช่วยดลบรรดาลให้การสอบครั้งนี้ผ่านไป
ด้วยดี
ขอให้ลูกสามารถ  สอบเข้า รร นายร้อยตำรวจได้สมความตั้งใจของลูก ที่ได้ อดทนฟันฝ่ากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ขอพรเจ้าพรสามพรานโปรด ช่วยดลบันดาล  ให้ลูกด้วย หากสำเร็จดังประสงค์ ลูกจะขอ วิ่งรอบศาลเจ้าพ่อสามพราน
ถวาย จำนวน 869 รอบ
(เลขประจำตัวครับ) ..สาธุ

จากนั้น ผมก็ได้ เดินทางกลับบ้าน

 3
จนกระทั้งวันแห่งวันไฝ่ฝันมาถึง ผลสอบประกาศที่ รร นายเรืออากาศเป็นรอบสุดท้ายครับ
คือใครผ่านรอบนี้ไปได้ นั้น หมายความว่าคุณ คือ นักเรียนเตรียมทหาร เต็มตัว ครับ
คงไม่ต้องเดานะครับ
         
                            พี่เตียว   และ พี่เชษครับ
               

 

นาย วสันต์ เตียวตระกูล เลขประจำตัว 1200869  สอบได้ลำดับที่ 7  รร.นายร้อยตำรวจ
สอบติดภาควิชาการ  4 เหล่าทัพ   จ่าอากาศ ลำดับที่  3   ช่างฝีมือทหาร   จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง

 

 

 

.แม่ครับ เตี่ยครับ ผม สอบนายร้อยได้ แล้วครับ .....................


และผมก็กระโดดอย่างสะใจสุดๆ เหมือน ถูกหวยรางวัลที่ หนึ่ง สิบใบ ความชื่นบาน
เข้ามาหาผม ในหัวมีแต่ความดีใจ โอบกอดแม่ และเตี่ยและแม่ก็น้ำตาใหลออกมา ด้วยความดีใจ ที่ลูกทำได้ดังใจ
ผมเห็นรอยยิ้มของเตีย.....แกคงดีใจมากแบบว่า มีรอยยิ้ม เพราะแกเป็นคนเสือยิ้มยาก ....มาก..

ไม่น่าเชื่อก้ต้องเชื่อแทบไม่คาดสายตา แต่ไอเพื่อนอีกคน บอกว่าเราคะแนนไม่ดีแต่ทำไมได้ที่ 7 วะ  164
พอไปถาม มันบอกว่ากู ฟังมาผิด เกือบทำให้ผมหลงผิดไปเอาเหล่าอื่นมั้ยละ 
หลังจากนั้นก็ไปรายงานตัวในสั้งกัดเหล่าตนเอง ว่าได้มาเรารายงานตัวและ ฟังคำบรรยายวันมารายงานตัว
สำหรับ ...นักเรียนเตรียมทหาร ใหม่ รุ่น ที่ 45

               

 


โปรดอ่าน

ในการเรียนกวดวิชาปีแรก กับ การดรอป เรียน ปีที่ 2 ต่างกันลิบลับเลยครับ ต่างกันมากๆ การสอนและทุกๆอย่าง
ถ้าผม เรียกนับครูวรรณตั้งแต่ปีแรกป่านนี้ติดไปแล้ว ....เรียนที่ กทม ไม่ค่อยได้อะไร
สรุป ถ้าน้องคิดจะไปเรียนกวดวิชาเหมือนพี่ที่ กทม คอร์สตลอดปีไม่ขอแนะนำครับ
น้องหาที่เรียนที่เค้าสอนเหมือนพี่เรียนดีกว่า เพราะ
เรียนที่ใหนก็ได้ที่เค้าสอนด้วยใจ ไม่ใช่ธุรกิจ........สอนด้วยใจไม่ใช่ธุรกิจ  (จำไว้ ความโง่ ไม่ใช่ กรรมพันธ์ )


                

         สิ่งที่พี่ได้ เล่ามาทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นความจริง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพี่ทั้งสิ้นไม่ได้ แต่งขึ้นแต่ อย่างใด เพียงอยากจะ
ให้น้องๆ หรือผู้ปกครอง  ทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องของพี่ ได้มีแรงใจที่จะต่อสู้กับความฝันของตัว เอง ว่าเราทุกคน ขอเพียงมีความฝันเชื่อว่า ฝันนั้นอาจะเป็นจริงได้   คนเราทุกคนมีสิทธิฝันครับ บางคนบอกว่า น้ำหน้าอย่างเอง อย่าคิดแค่ฝัน เลย ไอ้คนที่พูดอะครับ มันจะไปได้แค่น้นเพราะมันคิดแค่นั้น   พี่เคยถามใครหลายๆคนที่เรียนไม่เท่าไร แค่เค้ามีความฝัน เหมือนนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกการจะสร้างชิ้นงานที่สุดยอดได้นั้นจะต้อง   เริ่มจากความฝัน แน่นนอน 
เรามีสิทธิที่ จะฝันครับ แต่ฝันนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับเรา แล้ว ว่าเราอยากจะให้ความฝันนั้นเป็นจริงแค่ใหน  เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นได้   น้องๆเชื่อพี่เถอะว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใหน เป็นใครไม่สำคัญ ขอให้ศรัทธา และทำในฝันของเรา พยายามเข้าไป
นะเชื่อเถอะว่า น้องจะต้องค้นพบ อะไรบางอย่าง
                     ถ้าเรามีหัวใจและศรัทธา.......................เชื่อเถอะเราทำได้

              

 

 

มีคำถามและข้อคิด   สำหรับการศึกษา ไม่จำเป็นต้องดรอปเรียน  แต่ต้องวางแผนและจิงจังกับมัน..   สุดๆๆ
ถ้าถามว่าเราเรียนไม่เก่งแต่เรา อยากสอบเข้ามหาลัยดีๆ หรือ โรงเรียนดังๆ แล้ว ม. ต้นเราเรียนไม่เก่ง คิดว่าเราจะสามารถสอบ ต่อยังสถาบันดีๆ ได้หรือ ไม่ .........
คำตอบ   สถาบันดี.ๆ หรือมหาลัยดีๆ  มีไว้สำหรับคนที่เรียนเก่งเท่านั้น   ทำอย่างไงจะเก่งละ ก็ต้องกลับมาทบทวนเรื่องเก่าๆจนเก่งๆไงละ......สังคมแข่งขันสูง....มากๆ   ถ้าเราสู้เรา   จะไม่จน อย่างที่เป็น......

แนวทางของคนเรียนไม่เก่ง เมื่อจบ .ม. 3 มา ไปได้ส่วนมาก จะ เรียนสายอาชีวะ ซึ่งแคบมาก จบมาแล้วทำอะไร
ถ้าไปสายสามัญ ต้องเรียน 4 5 6  แล้วถ้า ม.ต้น เรียนไม่เก่งคิดว่าจะเรียน ม.ปลาย ในสายงานอาชีพที่คนทั้งประเทศอยากเรียน  เป็นได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะ ม. 4 5 6  ยากกว่า ม.1 2 3   10 เท่า  ถ้าพื้นฐาน ม.1 2 3 ไม่ดี จบ.
...เราต้องมองถึงอนาคต  ว่าเราจะทำงานอะไร ทำอาชีพอะไร พอกินหรือป่าว  สอบถามได้จากตัวอย่างรุ่นพี่ ๆ  ของเราได้
อยากจะ มีแค่เท่าเค้าหรือเหนือกว่าเค้า  อยากจะมีเท่าเพื่อนหรือเหนือเพื่อน  เพื่อนไม่ได้อยู่กับเราจนตาย พ่อแม่ก็ไม่ได้อยู่กับเราจนตาย  แต่ที่อยู่กับเราจนตายคือ ความรู้  ความสามารถ  ของเราเอง เราต้องวางแผน

             จงเรียนรู้จากคนที่เค้าประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่จากคนที่ล้มเหลว  เพราะจะพาเราล้มเหลวไปด้วย

การดรอปเรียนเพื่ออะไร ดรอปเรียนเพื่อ มาปูพื้นความรู้ที่เรียนมาทั้งหมด ม.123  ให้แน่น เพื่อที่ว่าเรียนต่อ ม. 4 5 6  จะได้
เรียนง่าย  โดย 1 ปีที่ ดรอปเรียน จะต้องศึกษาวิชาล่วงหน้าม.1 2 3  4 5 6 อย่างเข้มข้น  แล้วปีต่อมา   อยากเข้าที่ใหนละ เลือกเอาได้เลย  ไม่ต้องมาลุ้น เพราะเราทำข้อสอบได้แน่นอน 100 %   อยู่แล้ว เราไม่ต้องมานั่งพวง ว่าเผื่อฟลุ๊ก  เราเหนือกว่าเพื่อนแน่  ๆๆ  เก่งกว่า การที่เรา สอบเข้าสถาบันดีๆ เราจะเจอแต่สิ่งดีๆ  ผู้คน ความรู้เพื่อน ฝูงใหม่ๆ  มากมาย    หรืออยากจะอยู่ในโลกเก่า ๆ  และก็อายไม่รู้จบไปจะสอบต่อที่ใหนหรือทำงานอะไร  ก็ไม่ได้เราไม่เก่ง เหมื่อนที่คนแถว
บ้านเราเป็น  ทำอะไรก็ไม่พอกินเงินเดือนน้อย ไม่มั่นคง ทำอะไรไม่ได้เพราะเรียนมาน้อย เรียนไม่เก่ง
ไม่ได้วางแผน แต่ถ้าเราวางแผน แน่นอน เราต้องทำตามแผนได้แน่ นั้นหมายถึงอนาคต  วันนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่อนาคตทุกคนจะเคารพเรา จะไหวเรา เราจะมีทุกอย่างเพราะเราวางแผน  ...มาดีที่จะเรียนอะไร ...
วางแผนดีๆ   แล้วจะรู้ว่าชีวิตเรามีค่ากว่าที่เป็นเยอะ หรือจะเป็นอย่างที่เป็นตลอดชีวิต  ....จนไม่มีกิน  อยากได้แต่ไม่ได้
เป็นอย่างนี้เรื่อยไป  เมื่อใหร่จะสบาย ....เมื่อไรแม่จะสบาย .....

   วางแผนซะน้องรักทำตามที่บอก......แล้วชีวิตนี้จะ สวยงามยิ่งกว่าสิ่งใด

 

 หรือจะเรียนแบบไร้ค่าไปวัน........ “ จำไว้ถ้าเราทำตัวเองมีค่า   คนอื่นจะเห็นคุณค่าเราเอง”

 

              โดยเว็บมาสเตอร์    http://www.mayahol.com

 

   ดาวโหลดเรื่องที่อ่านมาทั้งหมดได้ที่นี่ครับ